แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - plawan1608

หน้า: [1] 2 3
1

น้ำมันนวดสมุนไพร
ประโยชน์ของการนวดน้ำมัน
น้ำมันวด ถือเป็นหนึ่งในแนวทางบำบัดความตึงเครียด ผ่อนคลายจิตใจ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทุเลาความเมื่อนล้า นอกจากนี้คุณคุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยแต่ละประเภทที่ผสมอยู่ในน้ำมันนวดตัวของเรานั้นนังสามารถบรรเทาอาการต่างๆของร่างกายได้ดีอีกด้วย ที่ช่วยเรื่องระบบฟุตบาทหายใจ บรรเทาอาการหวัดคัดจมูกเมื่อเวลาสูด หรือเมื่อผสมเข้ากับน้ำมันก็จะช่วยให้รู้สึกเย็นสบายผิว ที่ช่วยคุ้มครองแมลงรบกวน เป็นต้น
การนวดน้ำมันเป็นแนวทางสำหรับในการดูแลสภาพผิวแล้วก็สุขภาพที่ขอแนะนำเลย เป็นส่วนใหญ่จะการนวด ที่สกัดมาจากสมุนไพรและพืชต่างๆโทนร้อนพอควร ที่อุดมไปด้วยผลดีที่ดีต่อสุขภาพ โดยการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมัน เหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกาย ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นและและสัมผัสของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราบรรเทา รวมไปถึงช่วยเพิ่มความชื้นรวมทั้งผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้ค่ะพวกเราจะพาไปดูประโยชน์ซึ่งมาจากการนวดน้ำมันกันว่า มีประโยชน์ด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นลักษณะการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้ดิบได้ดีเพิ่มมากขึ้น ลดอาการตึงเครียดให้พวกเราผ่อนคลายจากการความอ่อนล้าแล้วก็ความอ่อนแรงสะสม
2.น้ำมั่นนวด กระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ดำเนินงานก้าวหน้ามีประสิทธิภาพเยอะขึ้นแล้วก็สามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ คุ้มครองป้องกันโรคต่างๆและก็ลดระดับความดันเลือดได้ดิบได้ดีด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ปฏิบัติงานได้ดิบได้ดีและมีคุณภาพเยอะขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ อีกทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น มองมีน้ำมีนวลรวมทั้งชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ
5.ช่วยในประเด็นการนอนให้ดีมากยิ่งกว่าเดิม บรรเทาสมองแล้วก็ร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีมากยิ่งกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากนั้นการนวดน้ำมันยังมีคุณประโยชน์อีกหลายประเภทต่อสภาพร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกแก่คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดีลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรนสำหรับผู้ที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง หมอก็ได้เสนอแนะให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยจ้ะ


ทุเลาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย


          ในตอนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลพวงเป็นอาการปวดเมื่อยล้า หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการเล่าเรียนของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีทุเลาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะการนวดจะช่วยคลายกล้ามที่ตึงเครียดจากการบริหารร่างกายได้ดีพอๆกับการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้ออย่างไรแบบนั้นเลยล่ะ
การนวด


ดูเด็กขึ้น


          ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่ต้องตรากตรำแอ๊บแบ๊วดึงวัยอีกต่อไป เพราะเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เป็นประจำก็สามารถทำให้พวกเรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นหลักการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและวิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวได้ดิบได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ผิวดูสดชื่นเต่งตึงได้อีกรอบ รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองอาการ PMS


          สาวๆทุกคนคงจะรู้ดีว่าอาการ PMS ก่อนมีระดูนั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลกับอาการพวกนี้อีกต่อไป เนื่องจากผลการค้นคว้าของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองปกป้องอาการข้างเคียงทุกชนิดขณะที่สตรีมีเมนส์ได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดข้างหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดโกรธ แต่ว่าแนวทางนวดบางทีก็อาจจะได้ผลดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี แค่นั้นนะคะ
นวดแผนไทย

  • ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง ผลการค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ จะทรมานจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง ไหมอ้วกเลย รู้สึกชื่นบานขึ้น ความดันดีกว่าเดิม แล้วก็เครียดจากอาการป่วยลดน้อยลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
  • ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          ผู้ชำนาญทางด้านกายภาพบำบัดรักษาได้บอกกล่าวถึงประสบการณ์ของตนให้ฟังว่า ผู้ที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง ตัวอย่างเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และอาการปวดปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายอาการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก หลังจากได้รับบริการนวดอย่างถูกต้องต่อเนื่องกันเพียงแต่ 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง ด้วยเหตุว่าการนวดได้อย่างถูกจุด จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน และคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด ดังเช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง นอกนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มสดชื่น โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติ รวมทั้งคุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้งาน

2

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อแคว้นผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาข้อคำ  พญาปล้องดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสลดพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอคอยเลื้อย ลำต้นและก็กิ่งสะอาดเป็นเงา สูงได้ถึง 3 เมตร ใบลำพังออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซ็นต์ โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซ็นต์ ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบสีส้มแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 ซม. ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาแล้วก็คุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการด้วยเหตุว่าแมลงกัดต่อยและโรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกรุ๊ป monoglycosyl diglycerides ตัวอย่างเช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าช่องท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอปริมาณร้อยละ 5  ใน cold cream และสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อนำมาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แต่ว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่ได้เรื่อง
ฤทธิ์ลดอาการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์รับประทานสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีว่ากล่าวค  ขึ้นรถสกัดความแรง 90 มิลลิกรัม/กิโล จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/โล (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ แล้วก็สารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่เป็นผลลดความเจ็บปวด

ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส
ไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล และเอทิลอะสิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต่อต้านไวรัสเชื้อเริม HSV-1  และก็เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 4 และใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสก้าวหน้าและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ในขณะเมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะเป็นพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  รวมทั้งยาหลอก  โดยให้คนเจ็บป้ายยาวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่าไม่ได้แตกต่างในช่วงเวลาการตกสะเก็ดของแผลผู้เจ็บป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอและก็ยา acyclovir   โดยแผลจะตกสะเก็ดด้านใน 3 วัน และก็หายสนิทภายใน 7 วัน ซึ่งไม่เหมือนกันกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง ในตอนที่ acyclovir ทำให้แสบ   ยิ่งกว่านั้นมีการใช้ยาที่ทำจากพญายอ ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด และก็แผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลและก็ลดการอักเสบเจริญ   
เชื้อไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายไวรัส Varicella zoster ที่เป็นสาเหตุโรคงูสวัดและก็อีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่จะไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน ตราบจนกระทั่งแผลจะหาย  พบว่าผู้ป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลเป็นสะเก็ดด้านใน 3 วัน รวมทั้งหายด้านใน 7-10 วัน จะมีจำนวนไม่น้อยกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่ากลุ่มยาหลอก และไม่เจอผลกระทบใดๆ


อาการข้างเคียง


ความเป็นพิษทั่วๆไปรวมทั้งต่อระบบสืบพันธุ์


การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่าเป็นพิษน้อย แต่มีพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโล (หรือเทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโลกรัม) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษอะไรก็ตาม
การศึกษาเล่าเรียนพิษ
พญายอครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/กิโล และก็ 540 มก./โล ทุกวี่วัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่เป็นผลต่อการเติบโต แม้กระนั้นน้ำหนักต่อมธัยมัสลดลง ตอนที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความไม่ดีเหมือนปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ใดๆก็ตาม หนูแรทที่กินสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม แต่ละวันนาน 90 วัน พบว่าการกินอาหารของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดแล้วก็กลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน แต่น้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/กก. น้อยกว่าพญายอกรุ๊ปควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งสองเพศสูงขึ้นมากยิ่งกว่า รวมทั้งครีอาว่ากล่าวนินน้อยกว่ากรุ๊ปควบคุม  แต่ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน รวมทั้งพยาธิสภาพข้างนอกhttp://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพร เสลดพังพอน (พญายอ)

3

บัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่พวกเราต่างรู้จักกันดีในฐานะของผักท้องถิ่น นิยมนำมากินกับน้ำพริกหรือเมนูอาหารต่างๆแบบใหม่ๆและยังนิยมเอามาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำใบบัวบกเพื่อดับกระหาย แก้บอบช้ำใน รวมทั้งเพื่อช่วยทำนุบำรุงร่างกาย ซึ่งจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในแถบเอเชียเรานี้เอง ด้วยคุณประโยชน์ที่นานาประการ ก็เลยทำให้มันเป็นอีกทั้งยารักษาโรครวมทั้งตัวดูแลสุขภาพ ในปัจจุบันเริ่มมีการทำศึกษาค้นคว้า สกัดสารสำคัญในใบบัวบกประยุกต์ใช้สำหรับในการรักษาในรูปของยาแคปซูล และก็บัวบกผงสำหรับชงดื่มอีกด้วย
รูปแบบของใบบัวบก
บัวบก มีชื่อเรียกด้านวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica อยู่ในวงศ์ Umbelliferae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกันกับผักชี ส่วนชื่อเขตแดนถูกเรียกในชื่อที่นานัปการ ดังเช่นว่า ผักแว่น ผักหนอก และก็กะโต่ ฯลฯ  ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ล้มลุก มีกอติดอยู่ที่พื้นดิน ลำต้นจะเลื้อยแพร่กิ่งไม้ไปตามพื้นดินในแนวราบ มีอายุยืนยาวได้นานหลายปี การแตกรากและก็ใบจะเกิดขึ้นตามข้อ ลักษณะเป็นใบคนเดียว มีรูปร่างเหมือนไต จะออกเป็นกรุ๊ปตามข้อ ขอบของใบหยัก มีก้านใบยื่นยาวออกมา ดอกเป็นสีม่วงคละเคล้าแดง ผลแบน ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือช่อขนาดเล็กประมาณ 3-4 ดอก มีเอกคุณสมบัติเฉพาะในเรื่องของกลิ่น แล้วก็รสที่ขมปนหวาน
คุณประโยชน์ซึ่งมาจากใบบัวบักที่นิยมนำมากิน
เราบางทีอาจคุ้นชินว่าบัวบกเป็นพืชสมุนไพรแก้ช้ำในเป็นหลัก แต่ที่จริงแล้วสมุนไพรชนิดนี้มีประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาอีกนานาประการ ไม่ว่าจะเป็น การดูแลรักษาโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเดิน รักษาโรคในกระเพาะอาหาร ช่วยทำนุบำรุงสมอง และช่วยเพิ่มความจำ ฯลฯ การรับประทานใบบัวบกแบบใหม่ๆจะมีผลให้ร่างกายได้สารสำคัญหลายชนิด ที่มักพบเป็น "สารไกลโคไซด์" (Glycosides) ซึ่งจัดว่าเป็นสารที่ผลเข้าไปกีดขวางการเกิดสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมถอยสภาพของเซลล์แล้วก็เนื้อเยื่อต่างๆในร่างกาย มีส่วนช่วยรีบการสร้างคอลลาเจนที่ผิว กระดูก และก็เอ็น ทำให้แผลสมานตัวเข้าพบกันได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
คุณประโยชน์ของใบบัวบก ไม่ว่าจะเป็นการทานเป็นต้นดิบๆหรือนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม ล้วนมีคุณประโยชน์ทางยาที่ไม่ต่างกัน
เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น จะช่วยลดการเกิดอาการร้อนใน ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อม ในกรุ๊ปสตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดระดู ผู้ที่จะต้องใช้สมองสำหรับเพื่อการทำงานมากๆใบบัวบกจะเป็นตัวช่วยเพิ่มความจำได้ดิบได้ดี ช่วยลดความเคร่งเครียด ลดการอักเสบที่ผิวหนัง อาการฟกช้ำและร่องรอยเปลี่ยนไปจากปกติที่เกิดบนผิวหนัง นอกนั้นผู้ที่บริโภคใบบัวบกข้างหลังการผ่าตัด จะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วขึ้น รวมทั้งลดการติดเชื้อได้
คุณประโยชน์ของบัวบกกับผลที่ได้รับจากการวิจัย
งานศึกษาวิจัยได้เอ๋ยถึงบัวบกเอาไว้ว่า เป็นพืชที่มีสรรพคุณเด่นในด้านการบำรุงสมองเช่นเดียวกันกับแปะก๊วย ช่วยกระตุ้นสมองสำหรับการจดจำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น และช่วยความเจริญทำความเข้าใจทางสมอง และก็ด้วยลักษณะพิเศษพวกนี้ทำให้มันกลายเป็นพืชที่ถูกจดสิทธิบัตรสารสกัดจากบัวบกที่มีหน้าที่่ช่วยเพิ่มความจำ
จากการทดสอบในลูกหนู พบว่ามีความจำรวมทั้งการเล่าเรียนที่ ส่วนในคน มีการทดสอบในเด็กพิเศษ ด้วยการกินบัวบกวันละ 500 มิลลิกรัม ติดต่อกัน 3 เดือน เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม พบว่ามีความรู้และความเข้าใจสำหรับในการเรียนรู้ที่ดีกว่า ส่วนในคนสูงอายุให้ทดสอบรับประทานสารสกัดบัวบก 750 มิลลิกรัม ติดต่อกัน 2 เดือน พบว่า ทั้งยังความจำแล้วก็การเล่าเรียน อีกทั้งยังช่วยลดอารมณ์ปรวนแปร ทำให้คนชรามีอารมณ์เบิกบานมากขึ้นเรื่อยๆด้วย ในรายที่เป็นวัยทำงาน ได้ทำการทดลองกับสตรีอายุราวๆ 33 ปี กินสารสกัดบัวบก 500 มก. วันละ 2 ครั้ง พบว่าช่วยลดความเครียด ความไม่ค่อยสบายใจ แล้วก็ภาวการณ์เซื่องซึมลงได้
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ เจอการทำงานของสารสกัดบัวบกที่ตรงเข้าออกฤทธิ์กับสมอง ช่วยให้การหายใจระดับเซลล์ข้างในสมองดำเนินการได้ดีขึ้น มีสารต้านทานอนุมลอิสระ ช่วยสร้างสมดุลสารสื่อประสาท และต่อต้านการเสื่อมสลายของเซลล์สมองได้
การนำใบบัวบกมาใช้บริโภคเพื่อเป็นยา
บัวบกสามารถนำมาใช้เป็นยาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของต้นสด เม็ด หรือใบ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบประยุกต์ใช้มากที่สุด การเลือกใบบัวบกที่ดี ควรที่จะเลือกใบที่โตเต็มกำลังแล้วก็สมบูรณ์ ประยุกต์ใช้ตากแห้งป่นเป็นผุยผงบรรจุลงในแคปซูลประมาณ 500 มก. รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย
นำเอาใบบัวบกสด 1 กำมือ มาคั้นให้ได้น้ำ หรือตำอย่างระมัดระวังแล้วผสมกับน้ำ 1 แก้ว คนจนเข้ากันแล้วต่อจากนั้นกรองให้เหลือแต่น้ำ ผสมน้ำตาลหรือเกลือก็ได้ตามชอบ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว ก่อนที่จะรับประทานอาหารทั้งยัง 3 มื้อ ประมาณ 5-7 วัน จะช่วยลดอาการร้อนในแล้วก็แก้บอบช้ำในได้
ในกรณีที่เป็นคนไข้โรคความดันโลหิตสูง ให้สามารถกินน้ำใบบัวบกทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อเนื่องกันประมาณ 7 วัน จะช่วยลดระดับความดันให้อยู่ในระดับธรรมดา
เม็ดของบัวบกที่มีรสขมและเย็น นิยมนำมาใช้แก้ไข้ ลดอาการปวดศีรษะ และก็แก้บิด

ข้อควรพิจารณาสำหรับการใช้ใบบัวบก
ก่อนกินใบบัวบกเพื่อเป็นยา จะต้องพิจารณาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนก่อนว่าเบื้องต้นแล้วมีโรคประจำตัวอะไรที่มีการเสี่ยงหรือไม่ เนื่องจากสารบางชนิดในใบบัวบก จะเข้าไปทำให้อาการโรคกำเริบเยอะขึ้นได้
เพราะเหตุว่าบัวบกเป็นยาที่มีฤทธิ์เย็น การกินมากจนเกินไปจะก่อให้สะสมภายในร่างกายจนกระทั่งรู้สึกหนาวเยอะขึ้นเรื่อยๆได้
หลบหลีกการกินใบบัวบกต่อเนื่องกันทุกวี่วัน หรือกินครั้งละมากๆเมื่อกินติดต่อกันราว 1 อาทิตย์แล้ว ก็ควรพัก 1 อาทิตย์ แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยกลับมากินใหม่
สำหรับผู้ที่รับประทานใบบัวบกใหม่ๆต่อเนื่องกันทุกวี่ทุกวัน ควรกินในรูปร่างโดยประมาณวันละ 3-6 ใบ ไม่สมควรเหลือเกินกว่านี้
หากร่างกายมีอาการอ่อนแรง มึนหัว ใจสั่น หรือหัวใจเต้นแตกต่างจากปกติ รู้สึกคันตามผิวหนัง ท้องร่วง ภายหลังจากการกิน ควรจะหยุดรับประทานโดยทันทีและรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
ในกลุ่มของผู้คนที่จะต้องกินยาแก้แพ้ ยานอนหลับ หรือยากันชัก ไม่ควรรับประทานใบบัวบก เนื่องจากว่าจะยิ่งไปเพิ่มฤทธิ์ให้รู้สึกง่วงซึมเยอะขึ้น
ใบ[url=http://www.disthai.com/16913509/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%81]บัวบก[/url]คือพืชสมุนไพรไทยที่หาได้ง่ายทั่วไปตามท้องตลาด ราคาแพงถูก แม้กระนั้นมากมายก่ายกองด้วยคุณประโยชน์ทางยา ที่จะเป็นทางเลือกสำหรับเพื่อการรักษาโรคต่างๆและใช้สำหรับบำรุงร่างกายได้อย่างมีคุณภาพ http://www.disthai.com/

4

บัวบก
บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola
บัวบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในสกุลผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สมุนไพรบัวบก มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า ผักหนอก (ภาคเหนือ), ผักแว่น (ภาคใต้), กะโต่ ฯลฯ จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดในแถบทวีปเอเชีย เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีกลิ่นฉุน มีรสขมหวาน
เมื่อกล่าวถึงบัวบก สมุนไพรจำพวกนี้ขึ้นมาทีไร หลายคนคงนึกไปว่ามันเพียงแค่ช่วยแก้อาการบอบช้ำในเฉยๆ(ส่วนอาการอกหักนี้ไม่เกี่ยวกันนะ) แต่ในความเป็นจริงแล้ว บัวบกหรือใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณมากมาย เพราะว่าได้รับการกล่าวขวัญเกี่ยวการรักษาโรคได้หลายแบบ อย่างโรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเดิน ท้องเฟ้อ แผลในกระเพาะ มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงรักษาสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนแรงของสมอง
ใบบัวบก มีสารประกอบสำคัญหลากหลายประเภท อย่างเช่น บราโมซัยด์ บราไม่โนซัยด์ ไตรเตอพีนอยด์ มาดิแคสโซซัยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยต้านทานการอักเสบ และก็ยังมีกรดมาดิแคสซิค วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินเอ วิตามินเค ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโซเดียม รวมทั้งกรดอะมิโน เช่น แอสพาเรต กรดกลูตามิก เซรีน ทรีโอนีน อะลานีน ไลซีน ฮีสหนดิน เป็นต้น
ใบบัวบกเหมาะกับผู้ที่ขี้ร้อน มีภาวะเข้มแข็ง หรือมีความร้อนเปียกชื้น เพราะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น
บัวบกคุณประโยชน์ของใบบัวบกประโยชน์ของใบบัวบก
คุณประโยชน์ของใบบัวบก
บัวบกเป็นพืชที่มีแคลเซียมในระดับปานกลางถึงสูง แต่ว่าหรูหราสารออกซาเลตที่เป็นโทษต่อสถาพทางร่างกายในจำนวนต่ำ
ใบบัวบกช่วยคืนความอ่อนวัย ย้อนอายุรวมทั้งวัย
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
ช่วยเสริมสร้างแล้วก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านทานการเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากใบบัวบก ช่วยบำรุงรักษาและก็รักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เนื่องจากบัวบกมีวิตามินเอสูง
ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการกางใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นมัวแต่น้ำนำมาหยดที่ตา 3-4 ครั้งต่อวัน
ช่วยทำนุบำรุงประสาทแล้วก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย
ช่วยให้ความจำดียิ่งขึ้นแล้วก็ทำให้มีปฏิภาณความฉลาดมากเพิ่มขึ้น
ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงวัย
มั่นใจว่าใบบัวบกมีส่วนช่วยเพิ่มความฉลาดทางสติปัญญา ความฉลาด แล้วก็ความรู้ความเข้าใจสำหรับการเรียนรู้
ใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยชะลอลักษณะโรคสมองเสื่อมในคนวัยชรา สตรีวัยทอง โรคอัลไซเมอร์หรืออาการหลงลืมระยะสั้นได้
ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น
ช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับในการตกลงใจเฉพาะหน้า
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ ปวดหัวฝ่ายเดียว
ช่วยแก้อาการหน้ามืดหัว
ช่วยคลายเครียด
ช่วยเสริมหลักการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ จึงช่วยผ่อนคลายรวมทั้งทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ช่วยทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดิบได้ดีเพิ่มขึ้น
ช่วยกระตุ้นการผลิตเนื้อเยื่อใหม่
ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย
ช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย
ช่วยบำรุงหัวใจ
ช่วยฟื้นฟูสุขภาพจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ช่วยให้จิตใจชื่นบาน อารมณ์แจ่มใส
ช่วยทำให้หน้าตาผ่องใสราวกับเป็นวัยรุ่น
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
ช่วยทำนุบำรุงเสียง
ช่วยรักษาลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้บัวบกสดโดยประมาณ 1 กำมือ เอามาตำคั้นเอาน้ำแล้วเพิ่มเติมน้ำส้มสายชู 1-3 ช้อนแกง แล้วจิบกินเป็นประจำ
ช่วยแก้อยากดื่มน้ำสรรพคุณใบบัวบก
ใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยแก้อาการร้อนใน ตัวร้อน
ใบบัวบกมีสารยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต้านโรคมะเร็ง
ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดในคนไข้เบาหวานเจริญ
ช่วยรักษาโรคโรคตับเหลืองจากสภาวะร้อนเปียกชื้น ด้วยการใช้บัวบก 30 กรัม น้ำตาลทรายกรวด 30 กรัม ต้มน้ำ
ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
ช่วยถนอมอาหารโรคหืด
ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง ด้วยการใช้ต้นสด 1 กำมือต้มกับน้ำแล้วเอามาดื่ม หรือจะใช้บัวบกสดๆต้นราว 30 กรัมนำมาค้นเอาน้ำ เพิ่มเติมน้ำตาลนิดหน่อยแล้วดื่มรับประทานโดยประมาณ 5-7 วัน
ช่วยรักษาโรคลมชัก
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ
ช่วยรักษาอาการเต้านมอักเสบเป็นหนองในระยะเริ่มต้น ด้วยการใช้บัวบกแล้วก็เปลือกของลูกหมาก 1 ผล นำมาต้มกับเหล้าดื่ม
ช่วยแก้คนเป็นบ้า
ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด
ช่วยลดความดันเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้หลอดเลือด รวมทั้งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
ช่วยรักษาโรคที่มีสมุฏฐานจากเสมหะ
ช่วยแก้อาการอ่อนล้า เมื่อยล้า
ช่วยแก้ไข้
ช่วยห้ามเลือดกำเดา เนื่องจากว่าทำให้เลือดเดิน แต่ว่าเลือดจะไม่ออกจากเส้นเลือดรวมทั้งยังส่งผลให้โหดเหี้ยมอีกด้วย
ช่วยแก้อาการช้ำใน เจ็บจากการกระทบกระแทก
เป็นพืชที่ย่อยได้ง่าย
ช่วยให้เจริญอาหาร กินอาหารได้มากขึ้น
ช่วยแก้อาการท้องร่วง
สารสกัดจากใบบัวบกมีฤทธิ์ป้องกันแล้วก็ยั้งการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยแก้อาการเริ่มที่จะเป็นบิด
ช่วยรักษาโรคบิดหรือมีมูกเลือดผสมเมื่อขับถ่าย
ช่วยรักษากระเพาะอาหารเป็นแผล
ใช้เป็นยาระบาย ช่วยระบายท้อง แก้ลม
ใช้เป็นยาขับเยี่ยว
แก้อาการปัสสาวะติดขัด ด้วยการกางใบบัวบกประมาณ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อถ่ายปัสสาวะคล่องแคล่วดีแล้วค่อยคัดแยกออก
ช่วยขับความร้อนชื้นทางเดินเยี่ยว คุ้มครองป้องกันการเกิดนิ่ว
ช่วยรักษาโรคนิ่วฟุตบาทฉี่ด้วยการใช้บัวบก 50 กรัมต้มกับน้ำแช่ข้าวครั้งที่ 2 แล้วนำมาดื่ม
ช่วยรักษาอาการมีหนองออกมาจากฉี่
ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินความจำเป็น
ช่วยรักษาโรคม้ามโต
ช่วยรักษาอาการติดโรคของไวรัสตับอักเสบ
แก้ลักษณะของการปวดข้อรูมาตอยด์
ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 20 ใบนำมาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด
ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วยิ่งขึ้น ช่วยเร่งการสร้างเยื่อ
ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่บวมช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกราวๆ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงราว 250 cc. ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือใช้รักษาอาการด้วยการใช้น้ำคั้นบัวบกเอามาผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกบริเวณที่เป็น
ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่างๆยกตัวอย่างเช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด ฝึกหัด ฯลฯ
ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุนำไปสู่หนอง
ช่วยลดอาการอักเสบของแผลได้อย่างดีเยี่ยมและก็ใช้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดได้อีกด้วย
ช่วยรักษาผิวหนังเป็นด่างขาว
ใช้เป็นยาถอนพิษ ช่วยลดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนจากแผลไฟเผาน้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ทั้งยังต้นสดของบัวบกโดยประมาณ 3 ต้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด ตำให้แหลกแล้วนำมาพอกแผลไฟไหม้
บัวบกมีการเอามาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
ปัจจุบันมีการนำไปทำเป็นยาเป็นแผนปัจจุบันในแบบเป็นผงใช้โรยแผล รวมทั้งในชนิดเม็ดรับประทานเพื่อรักษาแผลผ่าตัด แผลสด ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือฝีหนองได้ และก็ยังช่วยปกป้องการเกิดรอยแผลอีกด้วย
ช่วยแก้อาการก้างติดคอ ด้วยการนำบัวบกไปต้มน้ำ แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆกลืนน้ำลงคอ
ใบและก็เถาบัวบกใช้กินเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ ฯลฯ
น้ำคั้นจากใบบัวบกนำมาทำเป็นน้ำมันบัวบกใช้ชโลมหัว มีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงรักษาหนังหัวแล้วก็เส้นผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ ไขปัญหาผมตก ผมหงอกก่อนวัย
น้ำใบบัวบกเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับฤดูร้อนมหาศาล เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัดสารพัน
สารสกัดจากใบบัวบก มีคุณสมบัติช่วยลดการระคายเคืองผิวและก็ไม่มีอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกาย
สารสกัดจากใบบัวบกมีการประยุกต์ใช้เพื่อเป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องแต่งตัว
มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาใช้ทำเป็นสิ่งของปิดแผล
ลบรอยตีนกาตื้นๆด้วยน้ำใบบัวบก ด้วยการนำบัวบกมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปปั่นกระทั่งละเอียด แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้สำลีชุบน้ำทาทั่วบริเวณหางตาหรือทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก โดยควรจะทาทุกวี่ทุกวันก่อนนอน
มีการนำสารสกัดจากใบบัวบกมาผลิตเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้ผลิตอ้างถึงว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้

ขั้นตอนการทำน้ำบัวบก
วิธีทำน้ำบัวบกกระบวนการทำน้ำบัวบก ควรจะเลือกใช้ใบบัวบกที่แก่กว่า รับประทานเป็นผักสด โดยใช้ทั้งรากนำมาล้างน้ำทำความสะอาด
ใบบัวบกจะเหนียวให้ตัดเป็น 2-3 ท่อน ก่อนเอามาบด
คั้นน้ำแรกโดยผสมน้ำกับใบบัวบกที่บด แล้วนำกากที่เหลือมาคั้นน้ำที่สองเพื่อให้จับตัวได้ยาสมุนไพรที่ยังเหลืออยู่ (ควรที่จะใช้น้ำสะอาด รวมทั้งห้ามใช้น้ำร้อนหรือนำน้ำที่คั้นได้ไปต้ม)
กรองน้ำบัวบกด้วยผ้าขาวบางห่างๆ(แบบผ้ามุ้ง ถี่มากจะกรองมิได้)
ข้างหลังกรองจะมีกากให้ทิ้งไป ให้รินเฉพาะน้ำส่วนใสๆมาดื่ม
น้ำบัวบกต้องคั้นใหม่ๆจากใบใหม่ๆและไม่ควรจะเก็บน้ำที่คั้นได้ไว้นานหรือควรจะแช่เย็นเก็บไว้
น้ำเชื่อมถ้าทำจากน้ำต้มใบเตย จะมีผลให้น้ำบัวบกอร่อยมากขึ้น
สรรพคุณของน้ำใบบัวบกช่วยแก้ร้อนใน บอบช้ำใน
ไข่เจียวบัวบก
ใบบัวบกวัตถุดิบที่จำเป็นต้องจัดเตรียมอย่างเช่น บัวบกสด 20 กรัม / ไข่ 2 ฟอง / น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำปลาเล็กน้อย / น้ำมันพืชสำหรับใช้ทอด
นำบัวบกมาล้างจนถึงสะอาดแล้วหั่นซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
นำไข่มาตอกแล้วตีไข่ เติมเครื่องปรุงต่างๆ
นำใบบัวบกที่ซอกซอยแล้วผสมลงไปในไข่ คนจนเข้ากัน
นำมาทอดในไฟอ่อนกระทั่งไข่สุก
คุณประโยชน์ช่วยทุเลาอาการปวดศีรษะ รวมทั้งวิงเวียนศีรษะ
ข่างปองบัวบก (บัวบกชุบแป้งทอด)
จัดแจงวัตถุดิบดังนี้ บัวบกสด / ไข่ไก่ / แป้งทอดกรอบ / กระเทียมหั่นหยาบคาย / หอมแดงหั่นหยาบคาย / เกลือ / พริกไทยป่น
นำบัวบกสดที่ได้มาล้างชำระล้าง แล้วหั่นหยาบๆให้พอดิบพอดีคำ
นำแป้งที่ใช้สำหรับในการทอดกรอบมาผสมกับไข่ไก่ กระเทียม หอมแดง พริกไทย และก็เกลือ ผสมเข้าด้วยกัน
นำบัวบกที่หั่นตระเตรียมไว้ นำมาชุบกับแป้งที่ผสมไว้
หลักแล้วต่อจากนั้นตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน
แล้วจึงน้ำบัวบกที่ชุบแป้งแล้ว เอามาทอดให้พอเพียงเหลืองกรอบแล้วชูลงให้สะเด็ดน้ำมัน
เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย นำมาจิ้มรับประทานกับน้ำจิ้มไก่ได้เลย
คุกกี้บัวบก
ให้เตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้ บัวบกหั่นละเอียด 2 ถ้วยตวง / ไข่ไก่ 1 ฟอง / แป้งสารพัดประโยชน์ 2 ถ้วยตวง / เนยสดรสเค็ม 2 ถ้วยตวง / น้ำตาลทราย 1.1/2 ถ้วยตวง / ผงฟู 2 ช้อนชา / กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
นำใบบัวบกมาล้างชำระล้างแล้วหั่นอย่างถี่ถ้วน โดยตัดก้านรวมทั้งใบออกมาจากกัน ก้านให้หั่นเป็นท่อนเล็กๆส่วนใบเอามาเรียงซ้อนกันแล้วหั่นตามทางขวางแล้วก็กลับมาหั่นอีกข้าง แล้วพักไว้
นำแป้งและผงฟูมาร่อนผ่านตะแกรง 2 รอบ แล้วพักไว้
นำเนยสดมาตีให้กับน้ำตาลด้วยความเร็วปานกลางจนขึ้นฟู ประมาณ 1 นาที
ใส่ไข่ไก่แล้วก็กลิ่นวานิลลาลงไป แล้วตีให้เหมาะ
เบาๆใส่แป้งที่ร่อนไว้แล้วลงไปทีละเล็กละน้อย (ครั้งละ 1 ส่วน 3 ของแป้งทั้งผอง) แล้วตีแป้งให้กับส่วนประกอบทั้งผอง
นำบัวบกที่หั่นละเอียดแล้วใส่ลงไปในแป้ง แล้วผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันอีกที
นำไปอบในตู้อบ โดยวางใส่ถาดที่ทาเนยหรือกระดาษทนความร้อน ซึ่งต้องตักแป้งให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ
ใช้เวลาอบราวๆ 6-8 นาที ด้วยอุณหภูมิประมาณ 250 องศา หรือดูว่าขอบเริ่มเหลืองก็เป็นอันใช้ได้แล้ว เสร็จแล้ว คุกกี้บัวบก
กระบวนการทำน้ำมันบัวบก
ตระเตรียมส่วนผสมดังนี้ บัวบก 4 กิโลกรัม / น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว 1 ลิตร / น้ำสะอาด 1 ลิตร
นำบัวบกมาล้างน้ำชำระล้าง แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
เติมน้ำลงไปในบัวบก แล้วค่อยนำไปปั่นกระทั่งละเอียด
เสร็จแล้วให้กรองเอาแต่น้ำบัวบกที่ได้จากการปั่น
นำน้ำบัวบกที่กรองได้ไปต้มกับน้ำมันที่ทำจากมะพร้าวโดยใช้ไฟอ่อนๆราวๆ 80 องศาเซลเซียส
ต้มไปเรื่อยๆกระทั่งเหลือแค่น้ำมันมะพร้าว โดยให้พิจารณาลักษณะกากของน้ำมัน จะมีลักษณะแห้งแบบทราย ถือว่าเป็นอันใช้ได้ ชูลงจากเตาแล้วกรองเอาน้ำมัน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย
วิธีการใช้น้ำมันบัวบก
ใช้น้ำมันที่ได้นำมาทาเส้นผม แล้วนวดให้ทั่วหนังหัว
นวดเสร็จแล้วให้หมักทิ้งเอาไว้ราวๆ 30 นาที
ครบเวลาแล้วให้สระผมด้วยน้ำอุ่นพร้อมยาสระผมตามธรรมดา เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย
น้ำมันบัวบก คุณประโยชน์ช่วยทำนุบำรุงหนังหัวและก็เส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมดกดำ ไขปัญหาผมตก ผมหงอกก่อนวัย
การเตือนและข้อเสนอ
สรรพคุณของใบบัวบกการกินใบบัวบกคุณควรใคร่ครวญเบื้องต้นของร่างกาย อย่ามองดูแม้กระนั้นสรรพคุณเพียงอย่างเดียว
บัวบกไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวการณ์เย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดเป็นประจำ
การกินบัวบกในปริมาณที่มากเหลือเกิน จะทำให้ธาตุในร่างกา
http://www.disthai.com/

5

เหงือกปลาหมอ
บ้านเกิดเมืองนอนเหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทยพวกเราเนื่องจากมีประวัติสำหรับเพื่อการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและมักจะพบบ่อยในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งลำคลอง เจริญวัยก้าวหน้าในที่ร่มและก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เหมือนกัน เหงือกปลาแพทย์ เจออยู่ 2 พันธุ์ คือ ชนิดดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้ทั่วไปในภาคกึ่งกลางและก็ภาคทิศตะวันออก จำพวกดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ อีกทั้งเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นประเภทไม่ลือชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงราวๆ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 ซม.
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบของใบและปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งและเหนียว ใบกว้างโดยประมาณ 4-7 ซม. และยาวราวๆ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นกับจำพวกของต้นเหงือกปลาหมอเป็น ดอกมีทั้งยังพันธุ์ดอกสีม่วง หรือสีฟ้า แล้วก็พันธุ์ดอกสีขาว แม้กระนั้นลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ  ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบเป็นท่อปลายบานโต ยาวประมาณ 2-4 ซม. บริเวณกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวราว 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ภายในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด
เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในแบบเรียนยาไทยบอกว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้กระทั้ง โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็จะลดน้อยลงลง
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้จะร้ายแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แม้กระนั้นเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยารับประทานรวมทั้งต้มน้ำอาบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะลดลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนเจ็บโรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยาและการใช้ยาก็มีหลายแนวทาง คือ
แนวทางต้มยารับประทานและอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มรับประทานขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้าตรู่-เย็น ก่อนที่จะกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จำเป็นต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้าตรู่-เย็นทีละ 3-4 ขัน แม้กระนั้นถ้าเกิดมีเหงือกปลาหมอเยอะๆ บางทีก็อาจจะต้มยาเพื่อแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
กระบวนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมออีกทั้ง 5 หนตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่กินครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและน้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะกินอาหาร เช้า-เย็น กินไปเรื่อยกระทั่งจะหาย แต่ถ้าเป็นโรคผิวหนังจากภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องก็จำต้องรับประทานตลอดกาล

ขั้นตอนการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการบินเป็นผุยผงละเอียดเหมือนแป้งบรรจุแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะรับประทานอาหาร เด็กลดน้อยลงตามส่วน
 เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเยอะมาก ดังเช่น
-ราก มีสรรพคุณในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และก็ใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีคุณประโยชน์รักษาโรคหลายประเภท โดยใช้ต้นตำผสมน้ำกินรักษาวัณโรค อาการผอมแห้ง ถ้าใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งยังต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกประเภท
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มรับประทานแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งมวล ผลกินเป็นยาขับโลหิตเมนส์ นอกจาก ถ้าหากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ทั้งต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาหมดทั้งตัว
- ทั้งยังต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะ
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ไม่สบายจับสั่น
- อีกทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บข้างหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมแห้งเหลืองตลอดตัว รับประทานทุกเมื่อเชื่อวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือนิดหนึ่ง หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำจนถึงเดือดให้งวดจึงชูลง อั้นลมหายใจกินขณะอุ่นจนกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนตลอดตัว วิงเวียน ตามัว เจ็บระบมทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ" อีกทั้ง 5 รวมราก กับ ข้าวเย็นเหนือ อาหารมื้อเย็นใต้ ปริมาณเท่ากัน กะตามอยาก ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า ช่วงกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดีขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย รวมทั้งต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกจำพวกหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 พวก หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่ทราบอิดโรย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงน่าฟัง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นหนังสือเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูหมิ่น รู้ไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

6

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในแบบเรียนยาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาแพทย์สามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะเบาลงลง
สมุนไพร เหงือกปลาแพทย์เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นรวมทั้งใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งรวมทั้งมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกจะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถพบได้มากตามชายน้ำ ริมฝั่งลำคลองรอบๆปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แต่เมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นทั้งยังยารับประทานรวมทั้งต้มน้ำอาบติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ข้างขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนไข้โรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยารวมทั้งวิธีใช้ยาก็มีหลายวิธีหมายถึง
วิธีต้มยากินแล้วก็อาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น ก่อนกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จะต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดซะก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แต่ว่าถ้าหากมีเหงือกปลาแพทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว บางทีอาจจะต้มยาเพื่อแช่ทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาแพทย์อีกทั้ง 5 ทีตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร คนแก่กินทีละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุรวมทั้งน้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร ยามเช้า-เย็น กินไปเรื่อยจนกระทั่งจะหาย แต่ถ้าหากเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ต้องรับประทานตลอดกาล

วิธีทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการร่อนเป็นผุยผงละเอียดราวกับแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มก. ผู้ใหญ่กินครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะกินอาหาร เด็กลดลงตามส่วน
เหงือกปลาแพทย์มีสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียว ดังเช่นว่า
-ราก มีสรรพคุณสำหรับเพื่อการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และก็ใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีคุณประโยชน์รักษาโรคหลายประเภท โดยใช้ต้นตำผสมน้ำรักษาวัณโรค อาการผอมแห้ง ถ้าหากใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างกันออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งหมด ผลกินเป็นยาขับเลือดเมนส์ นอกจาก ถ้าหากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำกินกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน คุดทะราด เป็นไข้จับสั่น
- ทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมบางเหลืองหมดทั้งตัว กินทุกๆวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดให้งวดก็เลยชูลง อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นจนถึงหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนทั้งตัว เวียนหัว ตามัว เจ็บระบมทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาแพทย์" ทั้ง 5 รวมราก กับ อาหารมื้อเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ ปริมาณเสมอกัน กะตามอยากได้ ต้มกับน้ำจนถึงเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา ตอนเช้า ช่วงกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดียิ่งขึ้น ไปให้หมอเอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และก็ต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาแพทย์" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกจำพวกหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 พวก หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวสวย
กินได้ 8 เดือน เสียงเพราะ
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนหากผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดทั้งปวงที่บอกเป็นหนังสือเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูหมิ่น ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

7

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในตระกูลเหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า แก้มแพทย์ (จังหวัดสตูล), แก้มแพทย์เล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน ฯลฯ
เหงือกปลาแพทย์มีอยู่ร่วมกัน 2 สายพันธุ์เป็นจำพวกที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่มักพบทางภาคใต้ และก็ชนิดที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่พบได้มากทางภาคกึ่งกลางรวมทั้งภาคทิศตะวันออก และเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือนามของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาหมอ สมุนไพรใกล้ตัวหรือบางครั้งอาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำสรรพคุณทางยามาใช้เพื่อการรักษาโรคได้หลายชนิด ที่โดดเด่นมากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้แทบทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย และก็การนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร เป็นต้น โดยส่วนที่ประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นทั้งสดและก็แห้ง ใบอีกทั้งสดแล้วก็แห้ง ราก เมล็ด และต้น (ส่วนอีกทั้ง 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เม็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 1.5 ซม. ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและก็การใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้ง เติบโตได้ดีในที่ร่มแล้วก็ในที่ที่มีความชื้นสูง ถูกใจขึ้นตามชายน้ำหรือบริเวณริมฝั่งคลองรอบๆปากแม่น้ำ ได้แก่ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งทิศตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ และก็ที่โรงเรียนนายเรือ เป็นต้น
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบของใบแล้วก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแถวก้าง เนื้อใบแข็งแล้วก็เหนียว ใบกว้างราวๆ 4-7 ซม. และยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีทั้งยังจำพวกดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) และก็จำพวกดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน รอบๆกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเม็ด 4 เม็ด
สรรพคุณของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพดี เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าถ้าหากรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน จะทำให้ปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 จำพวก หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่ทราบเมื่อยล้า / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงเพราะ / 9 เดือน หนังเหนียว (ทั้งต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ (ทั้งยังต้น)
ช่วยทำให้เลือดลมปกติ (ทั้งยังต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมบางเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินวันแล้ววันเล่า (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอและเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนถึงงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้กลั้นหายใจกินขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะดียิ่งขึ้น (ทั้งต้น)ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ต้านทานมะเร็ง (อีกทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอทั้งยังต้นและอาหารเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ในรูปร่างที่เสมอกัน นำมาต้มกับน้ำจนถึงเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว ยามเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น อาการจะ (ต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย สรรพคุณช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ (ต้น)
รากช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้โรคหืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นรวมทั้งรากเอามาต้มอาบแก้อาการ (อีกทั้งต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เมล็ด)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
ถ้าเป็นลม ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างรอบคอบเป็นผงแล้วนำมาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ทั้งยังต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับปัสสาวะ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการกางใบและก็ต้นเอามาตำเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ระดูมาไม่ปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเอามาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (ต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการใช้ใบนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตทุพพลภาพ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับเลือด หรือจะใช้เม็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและก็พริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เม็ด, ผล, อีกทั้งต้น)
ช่วยฟอกโลหิต ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ทั้งต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น เอามาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่องที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง แม้ใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยารับประทานติดต่อกันประมาณ 3 เดือนจะช่วยทำให้ลักษณะของแผลพุพองทุเลาลงอย่างชัดเจน (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่า รักษากลากเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคขี้เรื้อน คุดทะราด ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำมัวแต่น้ำดื่ม (อีกทั้งต้น)
ช่วยแก้ผื่นผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดรวมทั้งใบสดล้างสะอาดราวๆ 3-4 กำมือ นำมาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ทางยาช่วยแก้ผื่นคัน (ต้น)
รากสดเอามาต้มมัวแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง ฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกชนิดทั้งยังข้างในด้านนอก ด้วยการใช้ต้นและก็ใบทั้งยังสดแล้วก็แห้งราว 1 กำมือ เอามาบดอย่างถี่ถ้วน แล้วเอามาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือแนวทางที่สองจะนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งเอาไว้ 10 นาที แล้วเอามาดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ราว 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วป่นอย่างถี่ถ้วน ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน คุณประโยชน์ช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดเอามาตำอย่างระมัดระวัง สามารถใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ทั้งยังต้น)
ต้น ถ้าประยุกต์ใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาตลอดตัวได้ (ต้น)
รากมีสรรพคุณช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทาน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับปรุงข้ออักเสบและแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยบำรุงรักษารากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบนำมาทาให้ทั่วศีรษะ จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ)
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเหงือกปลาหมอ
ในตอนนี้สมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาหมอผงสำเร็จรูป) หรือในลักษณะของยาเม็ด
นอกเหนือจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัวหรืออบด้วยไอน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังใช้เป็นส่วนผสมสำหรับในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งหน้าอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ สินค้าที่ใช้สำหรับในการเปลี่ยนสีผม จนถึงยาสระผมของสุนัข ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง
: เว็บที่ทำการโครงการรักษากรรมพันธุ์พืชสาเหตุจากความคิด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, หนังสือพิมพ์ประเทศชาติ (เชี่ยวชาญ หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพันธุ์พืช องค์การส่วนวิชาพฤกษศาสตร์, สำนักงานกองทุนช่วยเหลือการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (อาจารย์ยุวดี จอมป้องกัน), หนังสือการบริหารร่างกายแกว่งไกวแขน (โชคชัย ปัญจทรัพย์สมบัติ) http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

8

สมุนไพรรากสามสิบ
สมุนไพร รากสามสิบแคปซูล รากสามสิบ แบบล้วน  สรรพคุณแล้วก็ประโยชน์ ข้อบังคับ ผลกระทบจากรากสามสิบ สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องกระชับช่องคลอด
อยู่อย่างไรให้ชีวิต Sex  กระชับช่องคลอด เพิ่มน้ำหล่อลื่น ทำให้กระชับ (รีแพร์) แบบสาวๆ ทำให้ช่องคลอดไม่แห้ง มีความชื้น และก็ มีความสุขทางเพศ รักษาภาวการณ์ระดูไม่ดีเหมือนปรกติ ปวดประจำเดือน มีบุตรยาก ตกขาว ไม่มีอารมณ์ทางเพศ  กามตายด้าน บำรุงน้ำนม บำรุงครรภ์ คุ้มครองแท้ง แพงส่ง รวมทั้ง ราคาไม่แพง ยี่ห้อ รีวิวมาก กว่า 8 ปี
สมุนไพรเน้น กระชับ ช่องคลอด ตกขาว เมนส์ อารมณ์เพศแปรปรวน ไร้สมรรถภาพทางเพศหญิง รากสามสิบ ราชินีสมุนไพรชีวิตคู่  ดูแลปัญหาระบบด้านในช่องคลอดไม่กระชับแล้วก็มีปัญหาชีวิตการครองเรือนบนเตียงมีกลิ่นอับ ไม่พึ่งมุ่งหวังตกขาวมดลูกต่ำ สตรีวัยทอง ดูแลปัญหาระดูมาเปลี่ยนไปจากปกติ
สมุนไพร รากสามสิบ แคปซูล กระชับช่องคลอด
ปัญหาลับๆดังเช่นว่า ช่องคลอดหย่อนยานไม่กระชับ เจ็บท้องเวลามีเมนส์ ประจำเดือนไม่ทันเวลา คือปัญหาต่างๆที่ก่อกวนจิตใจของเพศหญิงกว่า 98% รวมถึง หน้าอกเล็กแบบ หย่อน พุงป่อง หรือปัญหาพวกนี้มีต้นเหตุจากการขาดสมดุลในฮอร์โมน เสนอแนะ กวาวเครือขาว และ รากสามสิบ ซื้อ กวาวเครือขาว รวมทั้ง รากสามสิบ
รากสามสิบ กระชับช่องคลอด
คุณประโยชน์ ผลดี แล้วก็ ข้อที่ไม่อนุญาต ผลข้างเคียง
สมุนไพรไทย รากสามสิบแบบแคปซูล กระชับสำหรับสตรี  ไม่ว่าจะเป็นกำลังเสือโคร่ง โด่งไม่รู้ล้ม สาวน้อยตกเตียง จนมาถึงรากสามสิบหรือต้นสาวร้อยผัวนี้แหละ ต่างคนต่างงงมาก ว่ามันเป็นอย่างไร คุณประโยชน์ ทำให้กลับมาเป็น ใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี สาว(female rejuvention) กระชับช่องคลอด รักษาภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดระดู ภาวการณ์มีบุตรยาก ตกขาว อารมณ์ทางเพศถดถอย  สภาวะหมดประจำเดือน บำรุงนม บำรุงท้อง ปกป้องการแท้ง ยิ่งไปกว่านี้ยังใช้เป็นยาบำรุงกำหนัดในเพศชายได้ด้วยขอรับ  นอกเหนือจากนี้ยังมีการนำมาใช้เป็นยาแก้ไอ ยาแก้โรคกระเพาะ แก้ไข้ แก้อักเสบ ได้เหมือนกัน เป็นสมุนไพรที่มีการออกฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน 
ต้น รากสามสิบ แคปซูล แพทย์ยาในสมัยก่อนจะเรียกกันว่า"สาวร้อยผัว" ส่วนมากใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ทำให้มีแรง คล่องแคล่ว ไม่แก่ ราวกับๆสาวสองพันปี
ในตำราอายุรเวทใช้สมุนไพรชนิดนี้เป็นสมุนไพรหลักสำหรับเป็นยาบำรุงในสตรี สำหรับเพื่อการทำให้เพศหญิงกลับมาเป็นสาว (female rejuvenation) ยิ่งไปกว่านี้ ยังช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆของเพศหญิง อย่างเช่น ภาวการณ์ระดูผิดปกติ ปวดรอบเดือน ภาวะมีบุตรยาก ตกขาว สภาวะหมดอารมณ์ทางเพศ ภาวการณ์หมดรอบเดือน (menopause) บำรุงน้ำนม บำรุงท้อง คุ้มครองป้องกันการแท้ง (habitual abortion)

สมุนไพรรักษาโรค รากสามสิบ กระชับภายในสตรี ชุดกระชับแบบสาวน้อย
" รากสามสิบ " เป็นสมุนไพรที่มีการทำการวิจัยกันมากพอสมควร ในด้านการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในห้องแลปพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเป็นต้านทานเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ แก้การอักเสบ แก้ปวด มีฤทธิ์เสมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ยับยั้งเบาหวาน เป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็ง กระตุ้นภูมิต้านทาน ต่อต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ ลดระดับไขมันในเลือด คุ้มครองป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง ขับน้ำนม ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะยั้งพิษต่อตับ
ในตำราเรียนอายุรเวทใช้ รากสามสิบ เป็นสมุนไพรหลักสำหรับ บำรุงในผู้หญิง  สำหรับในการ ทำให้เพศหญิงกลับมาเป็นสาว นอกจากนั้นยังช่วยแก้ปัญหาอื่นๆของผู้หญิงดังเช่น ภาวการณ์เมนส์ไม่ปกติ ปวดระดู ภาวการณ์มีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย สภาวะหมดประจำเดือน สมุนไพรรักษาโรค รากสามสิบ แคปซูล กระชับช่องคลอด อาการตกขาว ปเขียน.เพิ่มอารมณ์เพศ
#รากสามสิบ นับว่าเป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์มากมายสำหรับเพศหญิงช่วยสำหรับการสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิงจาก #รากสามสิบแคปซูล
เป็นสมุนไพรที่มีคุณลักษณะหลัก ในทางเภสัชมีการเสนอแนะว่าพืชที่ให้ เอสโตรเจน เกิดผลดีกว่าการใช้ตัวยาปรับสมดุลฮอร์โมน เนื่องจากไม่เป็นผลข้างๆในทางลบ "ราชินีที่สมุนไพร"
เหตุผลที่ สาวๆนิยมใช้ รากสามสิบ ง่ายๆเป็น ทานแล้วได้ผล
1 ช่วยกระชับช่องคลอด  ทำให้แฟนไม่เบื่อ เกือบจะไม่รู้เลยว่าเราเคยมาก่อนรึเปล่า  เสมือนเป็นครั้งแรกของพวกเรา
2 ช่วยฆ่าเชื้อโรคในช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดสะอาด ไม่เป็นทุกข์เรื่อง กลิ่นเหม็นอับ อีกต่อไป
3 เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมี ไม่ตกค้าง ไม่ส่งผลกระทบในระยะยาว
4 ราคาถูก เพราะว่าเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย ภูมิปัญญาไทยๆไม่เสียค่านำเข้าใดๆก็ตาม
 ขนาดรับประทาน
4 ขวด เริ่มกระชับ เป็นสุข
6 กระชับแบบสาวน้อย เป็นสุขแน่นอน
12 คำตอบนาน และ สำเร็จเกือบจะถาวร (รายบุคคล)
รากสามสิบ แคปซูล
ชุดนี้แถม ผสม ฮี่ยุ่มหรือต้นหญ้ารีแพร์ 1 ต่อ 1 กับ รากสามสิบ
รากสามสิบ "  เป็น สมุนไพรที่ชาวไทยและชาวเอเชียใช้กันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว  คนส่วนมากรู้จักในชื่อ เรียกนานับประการในแต่ละภาค ชื่อในภาคกลางหรือคนทั่วไปเรียกขานว่า "รากสามสิบ" หรือ "สามร้อยราก"นั่นเอง แพทย์ยาโบราณจำนวนมากจะทราบดีว่าสาวร้อยสามีเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ก็เลยให้ชื่อว่า "สาวร้อยผัว" ชื่อนี้หมายความว่าไม่ว่า สาวใดจะอายุเยอะแค่ไหนก็ยังสามารถมีลูกมีผัวได้(มิได้หมายถึงสาวใจแตก)  ความหมายคล้ายสาวสองพันปีที่ยังสาวเสมอนั่นเอง แล้วก็เป็นที่น่าประหลาดใจว่าในประเทศอินเดียก็เรียกสมุนไพรชนิดนี้คล้ายกับเมืองไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตวารี (Shtavari) แปลว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางแบบเรียนกล่าวว่าหมายถึงสตรีที่มีร้อยสามี "Satavari" http://www.disthai.com/

9
อื่นๆ / ความเป็นมาของต้นราชพฤกษ์
« เมื่อ: สิงหาคม 15, 2018, 08:11:08 AM »

ราชพฤกษ์
ที่ไปที่มาของต้นราชพฤกษ์
   จากอดีตกาลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมากว่า 50 ปี ทางด้านราชการมีความอุตสาหะหลายครั้งสำหรับเพื่อการกำหนดให้มีเครื่องหมายประจำชาติไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนด ต้นไม้ และ ดอกไม้ ประจำชาติ เริ่มต้นที่กรมป่าไม้ได้เชื้อเชิญให้สามัญชนพึงพอใจต้นราชพฤกษ์หรือคูณมาตั้งแต่ตอนปี พ.ศ.2494 โดยรัฐบาลมีมติให้ถือวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันต้นไม้รายปีของชาติ (arbour day) มีการเชิญให้ปลูกต้นไม้ที่มีประโยชน์ประเภทต่างๆจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ได้มีการเสนอว่า ต้นราชพฤกษ์ น่าจะนับว่าเป็นต้นไม้ประจำชาติ
ราชพฤกษ์
   จนถึงในปี พ.ศ.2506 มีการสัมมนาเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรก โดยกรมป่าไม้ได้เสนอให้ ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูณ พืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่มีประโยชน์และก็รู้จักกันอย่างมากมายเป็นต้นไม้ประจำชาติ สำหรับสัตว์ประจำชาติก็คือ ช้างเผือก สัตว์ที่มีคุณค่าเกี่ยวโยงกับจารีตประเพณีไทยแล้วก็ประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน การเสนอครั้งนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุดังกล่าวตลอดเวลาที่ผ่านมาเครื่องหมายที่บอกถึงความเป็นเอกราชยก็เลยมีนานาประการ ตั้งแต่สถานที่สำคัญๆ สัตว์ ดอกไม้ ที่คนไทยรู้จักและพบเห็นบ่อยมาก อาทิเช่น พระปรางค์วัดใกล้รุ่งฯ เรือสุพรรณหงส์ ดอกบัว ดอกมะลิ ดอกพุทธรักษา แมวไทย เหมือนกันกับ ต้นราชพฤกษ์ และ ช้างเผือก ยังคงถูกชื่นชมให้เป็นเครื่องหมายประจำชาติตลอดมา
            ปี พ.ศ.2530 มีการสนับสนุนให้ปลูกต้นราชพฤกษ์อีกที เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีการช่วยเหลือให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั้งประเทศจำนวน 99,999 ต้น ตอนนี้จึงมีต้นราชพฤกษ์อยู่เยอะแยะทั่วทั้งประเทศไทย
            ข้อสรุปเรื่องสัญลักษณ์ประจำชาติดูเหมือนจะยังไม่กระจ่าง จนถึงตอนปี พุทธศักราช2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้นำเรื่องดังที่กล่าวมาข้างต้นกลับมาเสนออีกครั้ง รวมทั้งมีผลสรุปเสนอให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ สัตว์และก็สถาปัตยกรรม รวมทั้งการพิเคราะห์ก่อนหน้าที่ผ่านมาเสนอให้ระบุดอกไม้ประจำชาติคือ ดอกราชพฤกษ์ สัตว์ประจำชาติหมายถึงช้างไทย และสถาปัตยกรรมประจำชาติเป็น ศาลาไทย
            เหตุที่เลือก ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะว่ามีความเหมาะสมในหลายๆด้านหมายถึงเป็นดอกไม้จากต้นไม้ที่ถูกเสนอให้ฯลฯไม้ประจำชาติเมื่อครั้งที่กรมป่าไม้เสนอไว้ ฯลฯไม้ที่แก่ยืน ทนทาน ปลูกขึ้นก้าวหน้าทั่วทุกภาคของประเทศ ฯลฯไม้พื้นบ้านที่รู้จักแพร่หลาย มีชื่อเรียกหลายชื่อไม่เหมือนกันในแต่ละภาค ได้แก่ ลมแล้ง คูน อ้อดิบ ราชพฤกษ์เป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลใช้ประโยชน์ในพิธีการหลักๆตัวอย่างเช่น ลงหลักเมือง ลงเสาฤกษ์ ทำคฑาจอมพลรวมทั้งยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร ในช่วงฤดูร้อนราชพฤกษ์จะมีดอกสะพรั่งทั้งต้น ช่อดอกมีรูปทรงสวยสดงดงาม สีเหลืองแพรวพราวเป็นเครื่องหมายของพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ และก็เป็นสีเดียวกับวันพระราชการเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยิ่งไปกว่านี้ความสวยของช่อดอก รวมทั้งความหมายที่ดียังถูกจำทดลองแบบแต่งแต้มไว้บนอินทรธนูของเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย
ดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติไทย
ส่งดอกไม้ประจำชาติไทยหมายถึงดอกราชพฤกษ์ (Golden shower) หรือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ ดอกราชพฤกษ์หมายถึงCassia fistula
           ดอกไม้สีเหลืองสวยงามที่พบมากเห็นได้ทั่วไปตามข้างถนนสายต่างๆเป็นสีสันของ ดอกราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน ต้นไม้มงคลที่ได้รับการสรรเสริญให้เป็น ดอกไม้ประจำชาติไทย ทั้งมั่นใจว่าฯลฯไม้ที่ปลูกไว้แล้วจะเสริมให้คนภายในบ้านทรงเกียรติตำแหน่งชื่อ เสียงเยอะขึ้นด้วย ยิ่งใกล้ไปสู่เวลาที่การเปิดประตูต้อนรับเพื่อนบ้านอาเซียนกันแล้ว ในวันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอนำเนื้อหาเกี่ยวกับดอกไม้ประจำชาติไทยอย่าง ดอกราชพฤกษ์ มาให้ทำความรู้จักกันแรง
ประวัติความเป็นมาดอกราชพฤกษ์
           ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน ฯลฯไม้ประจำถิ่นของเอเชียใต้ ตั้งแต่ประเทศปากีสถาน อินเดีย ประเทศพม่า และก็ศรีลังกา โดยนิยมปลูกกันมากในเขตร้อน สามารถเจริญเติบโตเจริญในที่โล่งแจ้ง รวมทั้งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยมาหลายสิบปี โดยมีการเสนอให้ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทยตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2506 แต่ว่าก็ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน ตราบจนกระทั่งมีการลงนามให้เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย ตอนวันที่ 26 ต.ค. พุทธศักราช 2544

ดอกไม้ประจำชาติไทย
           เนื่องจาก ต้นราชพฤกษ์ มีดอกสีเหลืองยกช่อ มองสง่างาม ทั้งยังมีสีตรงกับ สีทุกวันพระราชการบังเกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น "ต้นไม้ของในหลวง" และก็มีการเซ็นชื่อให้ต้นราชพฤกษ์ เป็นเยี่ยมใน 3 เครื่องหมายประจำชาติไทย โดยมี 1. ช้าง เป็นสัตว์ประจำชาติไทย 2. ศาลาไทย เป็นสถาปัตยกรรมประจำชาติไทย และก็ 3. ดอกราชพฤกษ์ เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย
เหตุผลเลือกเป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

  • เนื่องจากว่าเป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักกันอย่างมากมาย และมีอยู่ทุกภาคของเมืองไทย
  • มีประวัติเกี่ยวพันกับจารีตประเพณีสำคัญๆในไทยและก็เป็นต้นพืชที่มีความมงคลที่นิยมนำมาปลูก
  • ใช้ประโยชน์ได้นานัปการ ได้แก่ ใช้เป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังคงใช้ลำต้นเป็นเสาเรือนได้ เป็นต้น
  • มีสีเหลืองสวยงาม พุ่มไม้งามเต็มต้น เปรียบเป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาพุทธ
  • แก่ยืนนาน แล้วก็แข็งแรง
ลักษณะทั่วไป
           ฯลฯไม้ขนาดกลาง สูงราว 10-20 เมตร ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองแพรวพราว แต่ละช่อยาวประมาณ 20-40 ซม. โดยกลีบจะเป็นสีเหลือง 5 กลีบ มีผลยาวราวๆ 30-60 เซนติเมตร มีกลิ่นแรง และก็มีเม็ดที่เป็นพิษ
การปลูกดอกราชพฤกษ์
           นิยมนำมาปลูกด้วยเม็ด โดยจะมีการเติบโตช้าในช่วง 1-3 ปีแรก แม้กระนั้นหลังจากนั้นจะมีการเติบโตเร็วขึ้น รวมทั้งมีดอกตอนอายุราวๆ 4-5 ปี
การดูแลรักษา
           แสงสว่าง : ต้องการแดดจัด หรือที่โล่งแจ้ง และเติบโตเจริญในที่โล่งแจ้งเป็นพิเศษ
           น้ำ : ถูกใจน้ำน้อย ควรรดน้ำ 7-10 วันต่อครั้ง สามารถทนกับสภาพอากาศร้อนเจริญ
           ดิน : สามารถเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ดินร่วนผสมทราย หรือดินเหนียว
           ปุ๋ย : นิยมใส่ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยธรรมชาติ ในอัตรา 2-3 โลต่อต้น และควรให้ปุ๋ยปีละ 3-4 ครั้ง
การขยายพันธุ์
           วิธีขยายพันธุ์ต้นราชพฤกษ์ที่นิยมเป็นการเพาะเมล็ด โดยใช้เม็ดใหม่ๆมาขลิบด้วยกรรไกรตัดเล็บ แต่ว่าต้องเลือกขลิบรอบๆด้านป้าน เนื่องจากด้านแหลมจะมีต้นอ่อนอยู่ แล้วต่อจากนั้นนำไปแช่น้ำสะอาดทิ้งเอาไว้ผ่านวัน จึงค่อยเทน้ำออกให้เหลือปริมาณพอเพียงหล่อเลี้ยงเมล็ดได้ แล้วหลังจากนั้นทิ้งไว้อีกคืนก็จะเจอรากแตกออก และสามารถนำลงปลูกได้เลย
ความศรัทธาเกี่ยวกับต้นราชพฤกษ์
           เชื่อว่าเป็นต้นพืชที่มีความมงคล ที่ควรจะปลูกไว้ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และก็ถ้าเกิดปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยให้ทรงเกียรติตำแหน่ง ศักดิ์ศรี รวมทั้งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางไสยเวท โดยใช้ใบทำน้ำพระพุทธมนต์สะเดาะเคราะห์ เหตุเพราะเป็นพืชที่มีความมงคลนาม http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรราชพฤษ์

10

ชื่อตระกูล : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L.
ชื่อสามัญ : Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree
ชื่อพื้นเมืองอื่น : คูน (ภาคเหนือ) ; ปูโย, เปอโซ, ปือยู, แมะหล่าหยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; คูณ (ภาคกึ่งกลาง, ภาคเหนือ) ; ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์ (ภาคกึ่งกลาง) ; กุเพยะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชนิดนี้ตำราเรียนข้างหลังเล่มเสนอ ชื่อใหม่เป็นเพียงแต่ระดับชนิดย่อย คือ Cassia javanica L.subsp javanica K.& S.S .Larsen พืชประเภทนี้เป็นไม้ใหญ่ขนาดเล็ก ถึงขนาดกลาง สูงได้ถึง ๑๕ เมตร เมื่อลำต้นอย่างอ่อนอยู่มีน้ำแข็งที่เกิดขึ้นมาจากกิ่งแก่ที่หลุดร่วงไป แม้กระนั้นเมื่อต้นอายุมากขึ้นจะหายไป ลำต้นไม่ปุ่มป่ำ ใบเป็นใบประกอบแบบขนเรียงสลับกัน มีใบย่อย ๕-๑๕ คู่ ก้านใบยาว ๑.๕-๔ ซม. แกนกลางใบยาว ๒๐-๓๐ เซนติเมตร ใบย่อยรูปไข่ปนรูปมูลหรือรูปขอบขนาน กว้าง ๑.๕-๓ ซม. ยาว ๒-๕ ซม. ปลายใบกลมหรือมน โคนใบกลม ใต้ใบมีขนละเอียดอยู่เอนราบกับผิวใบ ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง ก้านช่อดอกใหญ่แล้วก็แข็ง ไม่แตกกิ่งก้านสาขา ยาว ๕-๑๖ เซนติเมตร เมื่อเริ่มบานมีสีชมพูแล้ว กลายเป็นสีแดงเข้ม เมื่อใกล้โรยเปลี่ยนเป็นสีออกขาว ดอกย่อยมีก้านเรียวยาว ๓-๕ เซนติเมตรราชพฤกษ์ มีกลีบเลี้ยงมี สีแดงเข้มถึงสีแดงอมน้ำตาล รูปไข่ ปลายแหลม ยาว ๗-๑๐ มิลลิเมตรกลีบดอกรูปไข่กลับ กว้าง ๗-๘ มิลลิเมตร ยาว ๒๕-๓๕มม. โคนกลีบดอกไม้เป็นก้านยาวราว ๓ มิลลิเมตร  เกสรเพศผู้มี ๑๐ อัน ขนาดยาวแตกต่างกัน รังไข่เรียว ขนหุ้มบางๆผลเป็นฝักรูปกระบอกขนาดวัดผ่าศูนย์กลางราม ๑-๑.๕ เซนติเมตร ยาว ๒๐-๖๐ ซม. ห้อยลงมาจากกิ่ง ฝักแก่สีดำ สะอาด ไม่มีขน ไม่แตก มีเมล็ดจำนวนหลายชิ้น และรูปแบนเกือบกลม สีน้ำตาลวาว
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ต้น (T) สูงราว 5-15 เมตร เปลือกต้นเรียบ สะอาด สีเทาอ่อนหรือสีเทาอมน้ำตาล สีเทาอมขาว หรือสีนวล
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน ใบเรียงสลับ ลักษณะใบย่อยรูปไข่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบมน แผ่นใบสีเขียว มีใบย่อยโดยประมาณ 4-12 คู่
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ เป็นช่อแขวนระย้าออกตามกิ่งหรือออกตามง่ามใบ มีดอกแบบสมมาตรข้างๆ มีกลีบดอกไม้ 5 กลีบ สีเหลืองสด โดยกลีบดอกไม้เหนือสุดจะเรียงอยู่รอบในสุด ดอกมีกลิ่นหอมหวนอ่อนๆ
ผล เป็นฝักกลม ทรงกระบอกยาว ผิวเรียบ แล้วก็มีเปลือกแข็ง ภายในมีผนังแบนสีน้ำตาล กั้นเป็นห้องและมีเมล็ดห้องละ 1 เม็ด ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือดำ
เม็ด มีเนื้อห่อนุ่มๆสีน้ำตาลไหม้ หรือสีดำ ลักษณะกลมมนและก็แบน มีรสหวาน
นิเวศวิทยา
ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป มีมากมายทางภาคเหนือ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและก็ปลูกข้างถนนเพื่อความสวยงาม
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
ปลูกง่ายและเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ว่าจะชอบดินร่วนคละเคล้าทราย แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ดแล้วก็ตอนกิ่ง

คุณประโยชน์ทางยา
รสและก็คุณประโยชน์ในตำราเรียนยา
ราก รสเมา เป็นยาบำรุง รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี เป็นยาถ่ายอย่างแรง รักษาลักษณะของการมีไข้ ระบายพิษไข้ ถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคโรคกุฏฐัง แก้กลากเกลื้อน แก้อาการเซื่องซึม หนักศีรษะ
เปลือกราก รสฝาด ต้มดื่มแก้ไข้ไข้มาลาเรียรวมทั้งระบายพิษไข้ ใช้ร่วมกับเนื้อในฝักเป็นยาแก้ไข้ไข้มาลาเรียแล้วก็เป็นยาระบาย
แก่น รสเมา ใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน รักษาอาการท้องร่วง และก็ช่วยรีบคลอด
[url=http://www.disthai.com/16488365/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C]ราชพฤกษ์[/url]เปลือกต้น รสฝาดเมา ใช้เป็นยาช่วยเร่งคลอด รักษาอาการท้องเสีย
กระพี้ รสเมา ใช้แก้โรครำมะนาด
ฝัก เนื้อในฝักรสหวานเหม็นเบื่อ ใช้รับประทานเป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการแน่นหน้าอก ขัดหรือจ่ายน้ำดี แก้ลมเข้าข้อแล้วก็ขัดข้อ
เปลือกฝัก รสเฝื่อนเมา ทำให้แท้งลูก ขับรกที่ค้าง และทำให้อ้วก
ใบแก่ รสเมา ใบสดหรือตากแห้ง ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอัมพาต ฆ่าเชื้อโรคทั้งผอง ฆ่าพยาธิผิวหนัง รักษาอัมพาตของกล้ามบนใบหน้า พอกแก้ปวดข้อ หรือต้มน้ำแก้โรคเกี่ยวกับสมอง แก้เอ็นทุพพลภาพ
ใบอ่อน รสเมา ตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทารักษาโรคกลากโรคเกลื้อน แก้ไข้รูมาติก
ดอก รสเปรี้ยวขม ใช้รักษาโรคกระเพาะ เป็นยาถ่ายพยาธิ ต้มดื่มแก้ไข้ แก้แผลเรื้อรัง ช่วยหล่อลื่นในไส้ ระบายท้อง
เมล็ด ช่วยกระตุ้นให้อาเจียน เป็นยาถ่าย
ราชพฤกษ์ วิธีแล้วก็ปริมาณที่ใช้
แก้ท้องผูก โดยเอาเนื้อในฝักแก่หนักประมาณ 5-10 กรัม ต้มกับน้ำ 500 ซีซี ใส่เกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนหรือเวลาเช้าก่อนที่จะกินอาหาร เป็นยาระบายที่เหมาะกับคนที่ท้องผูกเป็นประจำ แล้วก็สตรีมีครรภ์ก็ใช้ฝักคูณเป็นยาระบายได้
รักษาโรคกระเพาะ โดยใช้ฝักราวๆ 30 กรัม ผสมน้ำ 100 ซีซี ต้มให้เดือดแล้วก็เหลือน้ำ 50 ซีซี ดื่มให้หมดครั้งเดียว วันละ 3 ครั้ง http://www.disthai.com/

11
อื่นๆ / ตะไคร้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 04:20:10 PM »

ตะไคร้
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรเขตแดนในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายต้นหญ้ารวมทั้งมีใบสูงยาวส่งกลิ่นส่วนตัว เว้นแต่นำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร แล้วก็ทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา อาทิเช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องแต่งหน้า การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเห็นว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดลักษณะของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทุเลาลักษณะของการปวดรวมทั้งลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในระหว่างมีระดู และเป็นส่วนประกอบในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus จัดเป็นไม้ล้มลุกประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็นกอ มักนิยมปลูกไว้ตามบ้านแล้วก็เอามาประกอบอาหาร เป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์และช่วยทุเลาลักษณะของโรคบางจำพวกได้ แม้กระนั้นหารู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้ว ภายใต้ต้นแข็งๆและก็ใบที่คมของตะไคร้ยังแอบซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้มากมายก่ายกองจนถึงคาดไม่ถึง วันนี้พวกเราไปดูคุณประโยช์จากตะไคร้ที่รู้และเข้าใจดีแล้วจะต้องทึ่งที่นำมาจากเว็บไซต์ allwomenstalk กันเลยดีกว่าค่ะ คนใดที่ชอบกลิ่นหอมๆของมัน จะต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรประเภทนี้เยอะขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
สรรพคุณของตะไคร้ ผลดีดีๆของสมุนไพรใกล้ตัว
อุดมไปด้วยวิตามิน
          อย่าคิดว่าตะไคร้มีสาระแค่ใช้ทำอาหารเพียงแค่นั้น เพราะเหตุว่าในความเป็นจริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่มาก ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี รวมทั้งวิตามินบี ยิ่งไปกว่านี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้... วิตามินเยอะแยะขนาดนี้คราวหลังเจอตะไคร้ในของกินก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
ช่วยไล่แมลง
          นอกจากจะนำมาทำอาหารแล้ว ตะไคร้ยังมีประโยชน์สำหรับการไล่แมลงอีกด้วย เพราะว่าในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่อีกทั้งในใบและก็ในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อย่างดี ก็เลยไม่น่าแปลกใจที่พวกเราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ สินค้าไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดล้นหลาม คนไหนกันที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ทดลองหามาใช้ได้นะคะ

ล้างพิษ
          สำหรับผู้ที่รักสุขภาพแล้วก็ชอบล้างพิษในร่างกายเป็นประจำไม่สมควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยค่ะ เพราะเหตุว่ามันมีคุณสมบัติสำหรับการล้างพิษในร่างกายด้วยการทำให้ท่านเยี่ยวบ่อยมากขึ้น เนื่องจากว่าสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร ตัวอย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษแล้วก็กรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้ระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และก็ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากเพิ่มขึ้นค่ะ
ตะไคร้ กับ 7 คุณค่า
ช่วยสำหรับการย่อยอาหาร
          ตะไคร้ ช่วยทำให้ระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารดำเนินการได้ดิบได้ดีขึ้นค่ะ เพราะเหตุว่ามีการเรียนรู้หนึ่งพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะช่วยย่อย ลดลักษณะของการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคิวในลำไส้ และท้องร่วงได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยคุ้มครองและลดก๊าซในลำไส้ได้อีกด้วย
ช่วยซ่อมบำรุงรวมทั้งบำรุงระบบประสาท
          มีการเรียนรู้จำนวนไม่น้อยพบว่าตะไคร้สามารถช่วยซ่อมบำรุงและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่นๆซึ่งมันจะก่อให้กล้ามของคุณผ่อนคลายมากและลดอาการตะคริวได้ แต่ก็อย่าลืมว่าเมื่อใดก็ตามจะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) แล้วก็ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดจ้ะ
ตะไคร้
ช่วยรักษาอาการอักเสบ
          ตะไคร้สามารถช่วยให้คุณรู้สึกบรรเทาและบรรเทาลักษณะของการปวดต่างๆได้ ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่างๆอย่างเช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย โดยเหตุนี้หากว่าคุณรู้สึกเจ็บปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดมองนะคะรับประกันว่าหายแน่ๆ
ช่วยทำนุบำรุงผิว
          ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมันก็เลยสามารถช่วยบำรุงรักษาผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณฉายแสงความมีสุขภาพแข็งแรงออกมา แถมยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เป็นประจำ และก็ช่วยลดสิวต่างๆได้อีกด้วย
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่กึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งสิ้น ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษฉับพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับทำให้พบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การเล่าเรียนของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มก. และก็ เถ้า 1.4 กรัมม้ได้รับ แล้วก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด http://www.disthai.com/

12

ตะไคร้บ้าน
ตะไคร้ สรรพคุณ
"ตะไคร้" (Lemongrass) เป็นสมุนไพรก้นครัวที่เรารู้จักรวมทั้งเคยชินกันมานาน เพราะเหตุว่าในอาหารไทยหลายอย่างมักใส่ตะไคร้ลงไปเป็นเยี่ยมในเครื่องปรุงด้วยเสมอ เป็นต้นว่า ต้มยำ ต้มข่าไก่ ยำ น้ำพริกต่างๆช่วยเพิ่มรสชาติแล้วก็คุณประโยชน์ให้กับอาหาร ส่งกลิ่นหอมเชิญชวนรับประทาน จนเปลี่ยนเป็นสิ่งที่จะห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเลยในอาหารกลุ่มนี้ นอกเหนือจากนั้นยังมีกลิ่นหอมหวนส่วนตัวจากน้ำมันหอมระเหย ทำให้ตะไคร้ถูกใช้ประโยชน์เป็นกลิ่นในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเยอะแยะ น้ำมันหอยระเหย น้ำมันทาตัว ยาจุดกันยุง สบู่ต่างๆ
ตะไคร้ จัดเป็นไม้ล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูลต้นหญ้า มีหลากหลายชนิด เว้นแต่นำไปประกอบอาหารแล้วและทำเป็นยาสมุนไพรแล้ว ตะไคร้บางประเภทยังช่วยไล่ยุงมดแมลงได้อีกด้วย ก็เลยจัดเป็นผักสวนครัวที่อยู่คู่กับคนประเทศไทยมานาน หลายบ้านก็เลยนิยมปลูกไว้ในบ้าน จะใช้เมื่อไรก็ตัดมาใช้ได้ทันที
ตะไคร้จัดเป็นสมุนไพรที่ซ่อนคุณประโยชน์ไว้มาก เพราะว่าเป็นทั้งอาหารแล้วก็ยารักษาโรค มีวิตามินรวมทั้งธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส และก็โฟเลต คุณภาพคับแก้วขนาดนี้คนที่ไม่ชอบตะไคร้ทดลองเปลี่ยนความคิดกันใหม่ หันมาชอบตะไคร้ให้มากขึ้น จะได้ประโยชน์เยอะแยะแน่นอน
ตะไคร้หอมไล่ยุงได้จริงหรือ?
ในตะไคร้หอม มีน้ำมันหอยละเหยอยู่ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการคุ้มครองปกป้องแมลงได้ โดยครีมที่มีส่วนผสมจากน้ำมันหอมละเหยในตะไคร้สามารถคุ้มครองป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง และก็ยุงเบื่อหน่ายกัดได้ นอกจากนั้นยังฤทธิ์ในการกำจัดลูกน้ำยุงได้อีกด้วย
นอกจากยุงแล้ว สารสกัดจากตะไคร้หอมยังช่วยป้องกันแมลงชนิดอื่น เป็นต้นว่า ถ้าหากผสมสารสกัดตะไคร้กับสะเดาจะมีผลช่วยลดเพลี้ยอ่อนและหนอนเจาะฝักซึ่งเป็นศัตรูของถั่วฝักยาว ส่วนยาสระผมที่มีส่วนผสมจากตะไคร้หอม สามารถฆ่าตัวเห็บหมัดในสัตว์เลี้ยงได้
ลักษณะ
ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง สะอาด ตามบ้องมักมีไขปกปะทุลม เหง้า มีข้อและข้อสั้นมากมาย กาบใบสีขาวนวล หรือสีขาวผสมม่วง รสปร่า  มีกลิ่นหอมหวนเฉพาะ
คุณประโยชน์
– ต้น : ใช้เป็นยารักษาโรคหือหอบ แก้เจ็บท้อง ขับปัสสาวะ และก็แก้อหิวาต์ ยิ่งไปกว่านี้ยังใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาโรคได้ ยกตัวอย่างเช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร รวมทั้งขับเหงื่อ
– ใบ : ช่วยลดระดับความดันโลหิตสูง แก้ไข้
– ราก : ใช้เป็นยาปรับปรุง ปวดท้อง ท้องเดิน
– ต้น : ใช้เป็นยาขับลม ยาแก้ไม่อยากอาหาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้ก้าวหน้า นอกจากนี้ยังใช้กำจัดกลิ่นคาวได้ด้วย
– น้ำมัน : มีฤทธิ์ต้นเชื้อรา รวมทั้งมีกลิ่นไล่สุนัขแล้วก็แมว
แบบเรียนยาไทย : ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินฉี่ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด เหง้า แก้เบื่อข้าว บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ฉี่ขัด แก้ฉี่พิการ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับประจำเดือน ขับระดูขาว ใช้ภายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
ตะไคร้หอม
ตะไคร้ คุณประโยชน์
ลักษณะ
ลำต้นเป็นข้อๆใบรูปขอบขนานปลายแหลม ใบยาวกว่าตะไคร้บ้าน รูปแบบของใบกว้าง 5-20 มิลลิเมตร ยาวราวๆ 50-100 เซนติเมตร แผ่นใบแคบ ยาว รวมทั้งนิ่มกว่าตะไคร้บ้าน มีสีเขียว ผิวเกลี้ยง และก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเหม็นเบื่อ ก้านใบเป็นกาบทับกันแน่นสีเขียวคละเคล้าม่วงแดง รากฝอยแตกออกจากโคน ต้นแล้วก็ใบมีกลิ่นแรงจนถึงกินเป็นอาหารไม่ได้ ต้น มีรสปร่า ร้อนขม

สรรพคุณ
– อีกทั้งต้น : ใช้เป็นยาแก้ปากแตกระแหง แก้ริดสีดวงในปาก ขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับโลหิตรอบเดือน มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเรียบบีบตัว ไม่เหมาะสมกับสตรีมีท้อง เนื่องจากว่าถ้าหากทานเข้าไป อาจก่อให้แท้งได้
– ใบ : ใช้เป็นยาคุม ชำระล้างลำไส้ ไม่ให้กำเนิดซาง
– ราก : แก้ลมจิตรวาด หัวใจ ไม่สบายใจ เพ้อเจ้อ
– ต้น : แก้ลมพานไส้ แก้ธาตุ แก้เลือดลมผิดปกติ
– น้ำมัน : ใช้ทาคุ้มครองปกป้องยุง มีฤทธิ์ไล่แมลง และใช้รักษาโรคตัวเห็บสุนัข
แบบเรียนยาไทย : ใช้ เหง้า เป็นยาบีบมดลูก ทำให้แท้งบุตรได้ คนมีครรภ์ห้ามกิน นอกเหนือจากนี้ยังคงใช้ขับรอบเดือน ขับเยี่ยว ขับระดูขาว ขับลมในลำไส้ แก้แน่น แก้แผลในปาก แก้ตานซางในลิ้นและปาก บำรุงไฟธาตุ แก้ไข้ แก้คลื่นไส้ แก้ริดสีดวงตา แก้ธาตุ แก้เลือดลมไม่ปกติ
เหง้า ใบ รวมทั้งกาบ นำมากลั่นได้น้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นเครื่องหอม ดังเช่นว่า สบู่ หรือพ่นทาผิวหนังกันยุง แมลง ทั้งต้น มีรสปร่า ร้อนขม แก้ริดสีดวงในปาก
ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้
– น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว สดชื่น ทำให้กระฉับกระเฉง ระงับความเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับการย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
-น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากใบตะไคร้ ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ช่วยต่อต้านเชื้อราบนผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม รวมทั้งช่วยลดการบีบตัวของไส้ได้
ข้อควรระวัง
ตะไคร้มีฤทธิ์ที่จะช่วยขับโลหิต ทำให้มดลูกบีบตัว ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์เนื่องจากว่าอาจจะเป็นผลให้แท้งได้

13

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบปัญหาสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม มั่นใจว่าปริศนานี้คงเป็นปัญหายอดฮิตที่ม่าม้ามือใหม่คนไม่ใช่น้อยต้องการทราบกันแน่นอน เพราะว่าคนท้องโดยมากชอบมีปัญหาปวดเมื่อย โดยเฉพาะบริเวณต้นขา วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปไขข้อสงสัยหัวข้อนี้กันจ้ะ
          น้ำมันนวดสำหรับม่าม้าที่กำลังตั้งท้อง ในระยะครรภ์แรกๆบางทีก็อาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยสักมากแค่ไหน แต่พออายุท้องเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆรวมทั้งด้วยฮอร์โมนภายในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสรีระแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง รวมถึงน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย ก็เลยทำให้คุณแม่โดยมากร้อยทั้งยังร้อยมักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งหัวข้อนี้แม่ไม่ต้องกังวลเนื่องจากว่าถือเป็นเรื่องปกติของคนท้องจ้ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 คุณแม่จะมีลักษณะอาการปวดไปทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว และก็ปวดต้นขา เพราะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดเมื่อยกลุ่มนี้คุณแม่จะสามารถทุเลาลงได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงอย่างงั้นแม่ผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่พ้นมีความไม่ค่อยสบายใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? แล้วก็เพื่อช่วยทำให้คุณแม่คลายวิตกกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันจ้ะ
          สำหรับแม่ตั้งท้องที่มีลักษณะอาการเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆปกติแล้วสามารถนวดได้จ้ะ แม้กระนั้นต้องเป็นการนวดที่ไม่ร้ายแรงเกินไป นวดพอเพียงคลายเส้นรวมทั้งคลายปวดก็เพียงพอ อย่างรอบๆแขนรวมทั้งขาแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะเป็นจุดที่ไม่สมาคมกับการแท้งบุตร ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้อง เพราะเหตุว่าอาจจะมีการกระทบสะเทือนทำให้ส่งผลกับการตั้งท้องหรือแท้งบุตรได้ค่ะ
          นอกจากนี้สำหรับม่าม้าที่ต้องการนวด เดี๋ยวนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านสปา ร้านนวด แพทย์แผนไทย และก็แพทย์แผนไทยปรับใช้ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้นด้วยนะคะ ซึ่งคุณแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แต่ว่าทั้งนี้คุณแม่ก็ควรที่จะเลือกร้านหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ที่มีความชำนาญสำหรับการนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ เนื่องมาจากการนวดคนท้องนั้นจะไม่เหมือนการนวดคนปกติทั่วๆไป โดยเหตุนี้ก็เลยจำต้องให้คนที่ได้รับการฝึกอบรมหรือเรียนรู้แนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเพียงแค่นั้นค่ะ
          ต่อไปนี้คุณแม่ก็คงหายกังวลใจแล้วก็เชื่อมั่นเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะขา ซึ่งการนวดนั้นนอกจากจะช่วยให้อาการปวดลดลงแล้ว ยังจะช่วยทำให้คุณแม่สามารถใช้น้ำมันนวดผ่อนคลาย หายเครียด และอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วยนะคะ แม้กระนั้นทั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปช่วงต้น ถ้าเกิดจะนวดก็ควรนวดเพียงเบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ จะได้มั่นใจว่าจะไม่กระทบกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังด้านขวา อย่าประมาทว่าเป็นแค่มีต้นเหตุมาจากอาการปวดปวดเมื่อย เพราะบางทีนี่อาจเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วยที่นึกไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดข้างหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำเป็นต้องเคยเผชิญ ซึ่งพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะนอนพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้า แม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางทีก็อาจจะไม่ได้เกิดจากอาการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะมาก ตัวอย่างเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจสิ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังทางด้านขวา ว่ามีต้นเหตุจากอะไรและก็อันตรายหรือไม่ เพื่อจะได้ทราบเท่าทันลักษณะการเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบน
          อาการปวดข้างหลังข้างขวาด้านบน เป็นลักษณะของการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักส่งผลให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งดำเนินงานในอิริยาบถที่ผิดจะต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามรอบๆหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามเนื้อข้างหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามไหล่รวมทั้งกล้ามเนื้อคอ เพราะฉะนั้นหากมีลักษณะปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนจากการใช้แรงงานหนักก็มักจะมีลักษณะอาการปวดคอรวมทั้งไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบอย่างงี้แล้วถ้าเกิดใครที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความไม่ดีเหมือนปกติของกระดูกแล้วก็ข้อ


          กระดูกรอบๆหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดความผิดแปลกกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจจะส่งผลให้รอบๆหลังด้านขวาทางด้านบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นสายปลายเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ ยิ่งกว่านั้นภาวะกระดูกพรุนก็สามารถส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกรอบๆขวาที่อยู่ข้างบนได้  ตอนที่คนไข้โรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แล้วก็โรคมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะปวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ อาการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้มีต้นเหตุจากกล้ามรวมทั้งกระดูกบริเวณหลังส่วนบนเพียงแค่นั้น แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากอาการเจ็บป่วยไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ เช่น โรคตับ นิ่วในไตรวมทั้งในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้แต่อาการติดโรคในไต หรืออาจจะมีการเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง ถ้ามีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา โน่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีท้องนอกมดลูกที่รอบๆท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดีเป๊ะ ด้วยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถก่อเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ตัวอย่างเช่น โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อโรคของเยื่อห่อปอดหรือช่องอก ยิ่งกว่านั้นอาการอุทกภัยปอด หรือแม้แต่หัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่อาการปวดหลังด้านขวาบนได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากมีลักษณะอาการปวดที่ข้างหลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็รุนแรง ควรรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดค่ะ

14

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (จังหวัดปัตตานี) , น้ำนอง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) จอลอดิเออ , กล่ำถะ ,พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
สกุล    Acanthaceae
บ้านเกิด รางจืดเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย เช่น ประเทศแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา ประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งเขตกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งไตหวัน ในประเทศไทยพบได้มากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วๆไป ในทุกภาคของประเทศ แล้วก็เป็นพืชที่ชอบเติบโตได้เร็วมาก แต่ว่าตอนนี้นิยมปลูกตามบ้านที่พักทั่วๆไป ด้วยเหตุว่ามีการศึกษาวิจัยออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างสารพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นยาเขียวเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นหุ้มต้นไม้ใหญ่ๆได้ต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อข้อ สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น แล้วก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบผู้เดียวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะเหมือนใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. (เซนติเมตร) ยาว 8-15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในฤดูหนาว (พ.ย.-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเมล็ด รวมทั้งสามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ถัดไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ดหรือปักชำ สำหรับในการปักชำจะใช้กิ่งพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งจำพวกแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 ซม. โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา แล้วค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มจนถึงรากงอกแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากปลูก และก็รดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนถึงกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับในการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น นับว่าเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าจะได้ต้นซึ่งสามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ่งก้านสาขายาวได้หลายเมตร แล้วก็ลำต้นแก่ยาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แม้กระนั้นการขยายพันธุ์รางจืดส่วนใหญ่ชอบนิยมใช้วิธีการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะเหตุว่าช่องทางในการแตกหน่อมีมากกว่า และก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยหมักประมาณ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินบางส่วน วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียกแฉะ ควรปลูกริมรั้วหรือกำแพงเพื่อเถารางจืดสามารถยึดเกาะรวมทั้งเลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  ยาเขียวเป็นไม้ซึ่งสามารถเจริญก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกประเภท รวมทั้งเป็นไม้ที่อยากแสงอาทิตย์ปานกลางหมายถึงไม่ได้อยากต้องการแสงแดดที่จัดมากเกินความจำเป็น และก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกจำต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในตอนเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่รอบๆโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการลูกพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนจึงใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบยาเขียว  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และก็ให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน และก็ค่อยเก็บไปจนกระทั่งกึ่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว ถ้าเกิดไม่ใช้ในทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปตากแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ ด้วยเหตุว่าอาจเกิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
ประโยชน์ / สรรพคุณ
                รางจืดจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และก็พิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง แล้วก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดศัตรูพืช
                หนังสือเรียนยาไทย: ใบ ราก และก็เถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในหิวน้ำ แก้ประจำเดือนแตกต่างจากปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาแล้วก็ใบ กินแก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้แฮงค์ แก้ลักษณะของการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ถอนพิษเหล้า พิษตกค้างในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและก็ปอดบวม รากแล้วก็เถา ใช้รับประทานเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งหมด ต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องจากว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดแมลง และก็พิษทั้งหมด  รักษาหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: ใช้ ใบและก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากจนเกินไป หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(บอกว่ารากยาเขียวมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           หนังสือเรียนยาประจำถิ่นจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้เบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้เมนส์แตกต่างจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งส่งผลการค้นคว้าวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดลองป้อนผงรากยาเขียวให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่ว่าพบว่าไม่เป็นผล หนูชักรวมทั้งตาย แต่หากผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แปลว่าผงรากรางจืดสามารถดูดซึมสารพิษประเภทนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 คุณครูพาณี เตชะเสนรวมทั้งแผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบรางจืดป้อนหนูทดลองที่กินยากำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่วิธีการฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พ.ศ. 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบยาเขียวป้อนตัวทดลองที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยชีวิตได้ 30%
  • พุทธศักราช 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยป้องกันการตายของเซลล์ประสาทของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถปกป้องสูญเสียการเล่าเรียนและความจำได้อย่างมีนัยสำคัญ


มีการวิจัยเรื่องใบยาเขียวสามารถคุ้มครองตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวคงจะส่งผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังกล่าว ทั้งยังในหลอดทดลองและก็ในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบยาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย
นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกดังเช่นว่า ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำเป็นราวกับผักท้องถิ่นทั่วๆไป ยิ่งไปกว่านี้เด็กๆตามชนบทยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายอะไรก็แล้วแต่แต่แต่ การกินยาเขียวในจำนวนติดต่อกันโดยตลอด บางทีก็อาจจะจำต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเลือดวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นถัดไปด้วย
ชายาเขียว ใบยาเขียวสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมยวนใจรวมทั้งยังช่วยล้างพิษภายในร่างกายได้อีกด้วย  ในขณะนี้ได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืดหรือรางจืดแคปซูล เพื่อความสะดวกแล้วก็ง่ายต่อการใช้ประโยชน์  ดอกยาเขียว นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของว่าง ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามจำพวกสีของดอก
คนโบราณมีความคิดว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดให้ละเอียด ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้นว่า ของกินหมู อาหารไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค รวมทั้งช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอคอยดสูงขึ้นภายหลังที่ได้รับเชื้อโรค

แบบอย่าง/ขนาดการใช้ สำหรับการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวราวครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ประโยชน์จากรากยาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือเอามาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกับการใช้ใบรางจืด  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วรับประทานครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 คราวก่อนของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดราวๆ 58 ใบ มาโขลกให้ถี่ถ้วนแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานทีละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำราว 10 ลิตร อาบแต่ละวัน ราว 5-7 วัน  แก้ปวดเมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล หยุดอาการปวด ลดอาการบวม รวมทั้งกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย อาทิ งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแผล ตัวอย่างเช่น รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด แผลเป็นหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการติดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำหรือคั้นน้ำดื่มสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยบรรเทาอาการหิวน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และบรรเทาอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 แล้วก็ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และก็ขนาด 3.5 กรัม/กก. ส่งผลลดพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดลง  และก็ยังมีมีงานศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวกับการขับสารกำจัดแมลงออกจากร่างกาย พบว่ายาเขียวจะทำลายพิษก้าวหน้า โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษที่เกิดจากยาฆ่าแมลง ”โฟลิดอล” และก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวเนื่องกับหลักการทำงานของ Cholinergic system โดยการเล่าเรียนในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงรวมทั้งตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงในร่างกาย จำนวน 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชายาเขียวขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดยาฆ่าแมลงในเลือดของอาสามัครที่ได้รับรางจืดลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดสอบ แล้วก็จากการศึกษาเล่าเรียนของดวงรัตน์แล้วก็แผนก พบว่าโดยยาเขียวส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับสารกำจัดแมลง
สาขาวิชาสรีรวิทยา ภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัขั้นรีนครินทรำไพโรฒ ก็เลยได้เรียนรู้ฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน แล้วก็โคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากมายในเวลาที่คนป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมทั้งไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้เจ็บป่วย ที่เข้ารับการรักษา/บำบัดรักษาสารเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืด บางทีอาจเกิดความพิงพอใจเหมือนกับการรับสารเสพติด ถ้าเอาไปใช้สำหรับในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมากมาย ก็เลยอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งหนการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
แผนกเภสัชศาตร์ จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของยาเขียวสำหรับในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ปกป้องการเสียชีวิตของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดสอบและในหนูแรตคราวได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับน้อยลง และก็ลดความเคลื่อนไหวสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด รวมทั้งเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของยาเขียวต่ออาการขาดสุรา พบว่าสารสกัดยาเขียวได้ผลลดสภาวะซึมเศร้ารวมทั้งทำให้ความประพฤติปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ แม้กระนั้นไม่เป็นผลลดความกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูด้วยเหตุว่าขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันเลือดของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดอาจผ่าน Cholinergic receptor และก็ทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเบาหวานรวมทั้งความดันนี้ควรจะระลึกว่าจะต้องมีการรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลรวมทั้งระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่าการศึกษาเล่าเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดสอบแค่นั้น และก็ต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
มีการศึกษาเรียนรู้ว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดราวๆ 2 เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรรวมทั้งยังมีความปลอดภัยสูงยิ่งกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์ในการต้านโรคมะเร็ง มีการเรียนฤทธิ์ต่อต้านการก่อกลายประเภท พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แต่ว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าหากให้สัตว์ทดลองกินยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งรางจืดแบบสดรวมทั้งแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นกรดฟีนอลิก อย่างเช่น caffeic acid และ apigenin แล้วก็สารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ดังเช่น chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารพวกนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล แล้วก็อะซิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายพันธุ์ โดยยั้งการเกิดมะเร็ง เนื่องจากสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อพินิจพิจารณาด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 และสามารถเพิ่มหลักการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้สำหรับการกำจัดเซลล์ของมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังมีรายงานการดูแลรักษาคนป่วยพิษแมงดาทะเล ตอนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2522 โดยมีรายงานว่ามี  คนไข้ 4 ราย รับประทานยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีอาการชารอบปาก แล้วก็คลื่นไส้อาเจียน อาการชาจะลุกลามไปกล้ามเนื้อมัดต่างๆที่มีอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ คนไข้ 2 รายสลบ ต้องใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง ข้างหลังกิน เพราะพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำต้องรักษาตามอาการ หลังจากได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะอาหาร คนไข้เริ่มรู้ตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที ผู้เจ็บป่วยอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเช่นเดียวกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชม. 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. ผู้เจ็บป่วยเริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษฉับพลันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดธรรมดาและก็ขนาดสูง ไม่เจอความแปลกใดๆแล้วก็ป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ไม่พบอาการแตกต่างจากปกติเช่นเดียวกัน แต่อาจจะก่อให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงขึ้นมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น รวมทั้ง AST สูงมากขึ้น
          การเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 รวมทั้ง 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว การกินอาหาร การกระทำ รวมทั้งสุขภาพทั่วไปของหนู อวัยวะภายในอีกทั้งระดับมหพยาธิวิทยาแล้วก็จุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากรางจืดไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์แต่อย่างใด ทั้งยังยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต่อต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรองมี

  • การศึกษาเล่าเรียนระบุว่า รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรที่จะใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรจะใช้ติดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • ควรจะระวังสำหรับในการใช้ในคนไข้เบาหวาน เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาประเภทอื่นเป็นเวลานานเนื่องจากว่าบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาภายในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่ต้องใช้ยารักษาโดยตลอด
  • ยาเขียวบางทีอาจได้ผลข้างเคียง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้ยาเขียวก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าหรูหราอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดมีลักษณะแพ้ไม่มากมายก็บางทีก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแสโลหิตของเกษตรกร ตำบลไผ่ทำโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร.



Tags : รางจืด

15

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มนาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่งกลยาน (กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
วงศ์  Rutaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นบ้านในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เนื่องจากว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ผลดีจากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่อดีตแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเมืองไทย แต่มีการศึกษาและทำการค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่มั่นใจว่ามะนาวมีแหล่งกำเนิดในอินเดียตอนเหนือ และก็เขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมทั้งทางภาคเหนือของมาเลเซีย (แต่น่าแปลกที่ไม่เจอมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันนี้มีการปลูกมะนาวทั่วๆไปในเขตร้อน และก็เขตอบอุ่นกึ่งร้อนทั่วโลกเนื่องจากว่ามะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ แล้วก็ทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีมากยิ่งกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากมายจะเป็นสีเทา การออกของแขนงไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย บนลำต้นและก็กิ่งจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีทั้งยังหนามสั้นรวมทั้งหนามยาวมีสีเขียวเข้มรวมทั้งสีเขียวอมเหลือง ส่วนบริเวณปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบลำพัง คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างโดยประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตรรูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นและมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับประเภทมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางแทบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดเป็นเงาส่วนผิวใบข้างล่างออกจะหยาบและก็มีสีจางกว่า เมื่อทำขยี้ใบจะมีกลิ่นฉุน
                ดอกมะนาวอาจเกิดเป็นดอกคนเดียวหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่บริบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบรวมทั้งปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบมีสีขาว และด้านท้องกลีบอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน จำนวนกลีบในและกลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 เซนติเมตร ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกลุ่ม กรุ๊ปละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่ประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างนาๆประการตามชนิดของชนิด มีอีกทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ และก็รูปร่างกลม ที่ตูดผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม ใส่อยู่เยอะมากๆ เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมเมล็ด ขนาดเล็กคล้ายรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ภายในเม็ดมีเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกเจริญในดินแทบทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าหากต้องการจะปลูกมะนาว ให้เจริญงอกงามดี มี ผลเยอะ และก็คุณภาพดี ก็ควรจะปลูกลงในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มากมาย และก็ควรที่จะทำการเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำได้หลายแนวทาง ตัวอย่างเช่น การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง แล้วก็การติดตา แม้กระนั้นแนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับการขยายพันธุ์มะนาวเยอะที่สุดเป็น การตอนกิ่ง โดยมีวิธีดังนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเหลือเกินและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวประมาณ 30-50 ซม. และก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 0.5 ซม.ขึ้นไป
  • ตัดหนามและใบในบริเวณที่จะควั่นกิ่งออกโดยประมาณ 5 เซนติเมตร
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงเนื้อไม้ห่างกัน 1-2 เซนติเมตร
  • ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนสำเร็จ ผูกเปาะหัวท้ายให้แน่น แล้วทิ้งไว้โดยประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และเมื่อกิ่งที่ชำเดินรากก้าวหน้าในถุงสีดำและแข็งแรงแล้วจึงนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันนาให้มีความกว้างโดยประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงขึ้นยิ่งกว่า แนวระดับอุทกภัย 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรไถลูกพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช แล้วก็ทำให้ดินที่ร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ดังนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ขั้นตอนการปลูก
ควรจะปลูกในตอนต้นฤดูฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างแล้วก็ลึกโดยประมาณ 50 ซม. ผสมดิน ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงโดยประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมนิดหน่อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา) ดึงถุงก๊อบแก๊บออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักแล้วก็ผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินรอบๆโคนต้น เป็นต้นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยอำพรางแสงแดด
การปฏิบัติรักษา การให้น้ำ ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้น ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) ภายหลังจากปลูกราว 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา สิ่งของมาปกคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงตอนออกดอก เพื่อมะนาวสะสม ของกินให้มากถึงระดับซึ่งสามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะมีดอก เมษายน-พ.ค. หลังจากมะนาวมีดอก และก็กำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงๆที่มะนาวต้องการน้ำมากมาย เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ของผล

     ส่วนจำพวกมะนาวที่มีการปลูกกันมากมายในไทย อย่างเช่น

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาวเหมือนมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มที่ผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างจะกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าประเภทอื่นๆเชิงการค้าจะปลูกมะนาวประเภทแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มกำลังผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างจะยาว มีเปลือกดก ทำให้รักษาผลได้นาน


ส่วนประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆอย่างเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อเอามาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยปริมาณร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันประกอบด้วยสารต่างๆเป็นต้นว่า  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มก.
  • ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มก. ที่มา : Wikipedia
ประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับในการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นส่วนประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ตำส้ม ยำทุกชนิด ลาบรวมทั้งอาหารไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างชาติใช้มะนาวในของคาวหวาน อย่างเช่น ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศอเมริกา
น้ำมะนาวนอกเหนือจากใช้แต่งรสเปรี้ยวในอาหารหลาย ชนิดแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และก็น้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งยังในประเทศไทย และต่างชาติทั่วโลก นอกเหนือจากนั้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆเสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยด้านในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงปริมาณร้อยละ 7 น้ำมะนาวจึงมีสาระสำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกเป็นต้นว่า หุงข้าวให้ขาวแล้วก็อร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวโดยประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูและก็นิ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำกับข้าวและก็ทำให้ปลาอาจจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะมีสีม่วงหมู่ ล้างออกทุกข์ยากลำบาก เอามานาวที่ผ่าแล้วมาเช็ดตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดดังเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งด้านลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่ากินมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ด้านในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองปกป้องมอดได้  ส่วนการแปรรูปมะนาว มะนาวแปรรูปได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวทำอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกของมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกของมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนสรรพคุณทางยานั้นระบุว่า แบบเรียนยาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด รวมทั้งผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณสำหรับเพื่อการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) มักพบบริเวณผิวเปลือกมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าจำนวนร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะคุ้มครองปกป้องแล้วก็รักษามะเร็งหลายแบบ
ฝรั่งทั่วไปมักกินน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม เป็นต้นว่า ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับข้าวเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และมีสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วยสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็ท้องนาริงจิน (naringin) แล้วก็ลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชตระกูลส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกลุ่มฟลาโวนอย์ส้มนี้มีรายงานทางการแพทย์ตะวันตกว่าใช้ในการรักษามาลาเรีย โรครูมาติเตียนสม์เรื้อรังและก็โรคเกาต์ ใช้สำหรับการคุ้มครองโรคเลือดออกตามไรฟัน คุ้มครองการตกเลือดข้างหลังคลอด และช่วยบรรเทาอาการระคายคอจากการตำหนิดเชื้อรวมถึงโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการได้รับวิตามินซีในของกินน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นผลให้มีอาการของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีลักษณะอาการเหมือนป่วย อ่อนเพลีย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้าม เจ็บกระดูก มีแผลฟกช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง เกิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์ผันแปร หรือมีภาวการณ์ไม่มีชีวิตชีวา สำหรับคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยแต่ก่อนที่ให้คนเจ็บโรคนี้กินส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนไข้สามารถฟื้นได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วทันใจ เมื่อเทียบกับคนไข้อีกกรุ๊ปที่กินอาหารประเภทอื่น ยิ่งกว่านั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกคอ ก็เลยช่วยทุเลาอาการเจ็บคอได้
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสมหะใช้น้ำจากผลที่โตสุดกำลัง  เพิ่มเกลือเล็กน้อย  จิบเสมอๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเกลือและน้ำตาลบางส่วน           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีลักษณะอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสมหะได้เช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือนิดหน่อย) จะช่วยทุเลาท้องผูก รวมทั้งช่วยกำจัดสารพิษออกมาจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการขี้กลาก โรคเกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งเอาไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วขัดถูให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจนเข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้ง ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองแจ่มใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้เพื่อการแก้ไข้ทับรอบเดือน ด้วยการเอาใบมะนาวโดยประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาเล่าเรียนสัตว์ทดลองในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเชื้อสายส้มกับหนูไขมันสูง มีผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดจำนวนไขมันรวมแล้วก็ไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วก็มีผลลดระดับความดันเลือดแล้วก็ขับฉี่ในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนที่นาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นของฟลาโวนอยด์ส้มเป็นผลมาจากผลของการกระตุ้นหลักการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐอเมริกา งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในสัตว์ทดสอบพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกรุ๊ป อาทิเช่นกลุ่มเฮสเพอริดิน รวมทั้งกลุ่มโพลีเมโททอกสิเลตฟลาโม้น (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดลอง ซึ่งเกื้อหนุนผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
สาธารณรัฐประชาชนจีน งานศึกษาวิจัยพบว่า ที่นาริงจิน และเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและไขมันที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างพลัคตันของเส้นโลหิตและก็แนวทางการอักเสบ ผลการศึกษาพูดว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) แล้วก็ยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
นอกนั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการสร้างไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้สนับสนุนการกินมะนาว แล้วก็ฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในหญิงวัยทอง
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนนิวเคลียร์ในระบบภูมิต้านทาน แล้วก็โปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของมะเร็ง การเล่าเรียนในห้องทดลองในรัฐเท็กซัสแล้วก็แคลิฟอเนีย ประเทศอเมริกาพบว่า สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่นพอควร แม้กระนั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชเชื้อสายขิง มีบทความด้านการแพทย์กล่าวว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะอาหาร และก็โรคมะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการรวมทั้งในสัตว์ทดสอบหลายแบบ แต่ยังไม่พบผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางคลินิก
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการค้นคว้าผลของอีกทั้งน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus และ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus สารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii และก็ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis รวมทั้ง Streptococcus faecalis
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/โลน้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่เจอความผิดแปลกใดๆเมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งแบบกระทันหันและกึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในตอนธรรมดา และไม่พบความไม่ปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  และก็การทดสอบฤทธิ์เคืองโดยขั้นตอนการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวได้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ที่สามารถส่งผลให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดเป็นอย่างมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีผิวค่อนข้างจะขาว ภายหลังจากการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจึงควรทาครีมที่มีไว้สำหรับกันแดดและสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อป้องกันก่อนออกไปเผชิญกับแดด
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะก่อให้กำเนิดท้องเสียหรือท้องเดินได้ถ้ารับประทานมากจนเกินไป
  • ภายหลังกินน้ำมะนาวแล้วไม่ควรแปรงฟันทันทีด้วยเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • หากดื่มหรือกินมะนาวเป็นประจำและเป็นระยะเวลานานติดต่อกันอาจทำให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีภาวะโลหิตจางไม่ควรกินมะนาว เพราะว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตทำให้เกิดอันตรายได้
  • ยาบางจำพวกที่จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในตับ โดยมะนาวบางทีอาจส่งให้ระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนรูปของยาเหล่านี้ลดลง การกินน้ำมะนาวขณะรับประทานยาบางจำพวกที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจจะก่อให้มีผลใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) สามอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก่อนรับประทานมะนาวควรขอคำแนะนำหมอเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524.
  • Ross SA, El-Keltawi NE, Megalla SE. Antimic

หน้า: [1] 2 3