แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - plawan1608

หน้า: [1] 2
1

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบปัญหาสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม มั่นใจว่าปริศนานี้คงเป็นปัญหายอดฮิตที่ม่าม้ามือใหม่คนไม่ใช่น้อยต้องการทราบกันแน่นอน เพราะว่าคนท้องโดยมากชอบมีปัญหาปวดเมื่อย โดยเฉพาะบริเวณต้นขา วันนี้เราจะพาคุณแม่ไปไขข้อสงสัยหัวข้อนี้กันจ้ะ
          น้ำมันนวดสำหรับม่าม้าที่กำลังตั้งท้อง ในระยะครรภ์แรกๆบางทีก็อาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยสักมากแค่ไหน แต่พออายุท้องเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆรวมทั้งด้วยฮอร์โมนภายในร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสรีระแม่เริ่มเปลี่ยนแปลง รวมถึงน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย ก็เลยทำให้คุณแม่โดยมากร้อยทั้งยังร้อยมักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งหัวข้อนี้แม่ไม่ต้องกังวลเนื่องจากว่าถือเป็นเรื่องปกติของคนท้องจ้ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 คุณแม่จะมีลักษณะอาการปวดไปทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว และก็ปวดต้นขา เพราะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดเมื่อยกลุ่มนี้คุณแม่จะสามารถทุเลาลงได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงอย่างงั้นแม่ผู้คนจำนวนมากอาจจะไม่พ้นมีความไม่ค่อยสบายใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? แล้วก็เพื่อช่วยทำให้คุณแม่คลายวิตกกังวล วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันจ้ะ
          สำหรับแม่ตั้งท้องที่มีลักษณะอาการเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆปกติแล้วสามารถนวดได้จ้ะ แม้กระนั้นต้องเป็นการนวดที่ไม่ร้ายแรงเกินไป นวดพอเพียงคลายเส้นรวมทั้งคลายปวดก็เพียงพอ อย่างรอบๆแขนรวมทั้งขาแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะเป็นจุดที่ไม่สมาคมกับการแท้งบุตร ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้อง เพราะเหตุว่าอาจจะมีการกระทบสะเทือนทำให้ส่งผลกับการตั้งท้องหรือแท้งบุตรได้ค่ะ
          นอกจากนี้สำหรับม่าม้าที่ต้องการนวด เดี๋ยวนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านสปา ร้านนวด แพทย์แผนไทย และก็แพทย์แผนไทยปรับใช้ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้นด้วยนะคะ ซึ่งคุณแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แต่ว่าทั้งนี้คุณแม่ก็ควรที่จะเลือกร้านหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ที่มีความชำนาญสำหรับการนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ เนื่องมาจากการนวดคนท้องนั้นจะไม่เหมือนการนวดคนปกติทั่วๆไป โดยเหตุนี้ก็เลยจำต้องให้คนที่ได้รับการฝึกอบรมหรือเรียนรู้แนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเพียงแค่นั้นค่ะ
          ต่อไปนี้คุณแม่ก็คงหายกังวลใจแล้วก็เชื่อมั่นเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะขา ซึ่งการนวดนั้นนอกจากจะช่วยให้อาการปวดลดลงแล้ว ยังจะช่วยทำให้คุณแม่สามารถใช้น้ำมันนวดผ่อนคลาย หายเครียด และอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วยนะคะ แม้กระนั้นทั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปช่วงต้น ถ้าเกิดจะนวดก็ควรนวดเพียงเบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะก็ได้ค่ะ จะได้มั่นใจว่าจะไม่กระทบกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังด้านขวา อย่าประมาทว่าเป็นแค่มีต้นเหตุมาจากอาการปวดปวดเมื่อย เพราะบางทีนี่อาจเป็นสัญญาณของอาการเจ็บป่วยที่นึกไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดข้างหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำเป็นต้องเคยเผชิญ ซึ่งพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะนอนพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้า แม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางทีก็อาจจะไม่ได้เกิดจากอาการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะมาก ตัวอย่างเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจสิ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังทางด้านขวา ว่ามีต้นเหตุจากอะไรและก็อันตรายหรือไม่ เพื่อจะได้ทราบเท่าทันลักษณะการเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบน
          อาการปวดข้างหลังข้างขวาด้านบน เป็นลักษณะของการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักส่งผลให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งดำเนินงานในอิริยาบถที่ผิดจะต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามรอบๆหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามเนื้อข้างหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามไหล่รวมทั้งกล้ามเนื้อคอ เพราะฉะนั้นหากมีลักษณะปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนจากการใช้แรงงานหนักก็มักจะมีลักษณะอาการปวดคอรวมทั้งไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบอย่างงี้แล้วถ้าเกิดใครที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความไม่ดีเหมือนปกติของกระดูกแล้วก็ข้อ


          กระดูกรอบๆหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดความผิดแปลกกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจจะส่งผลให้รอบๆหลังด้านขวาทางด้านบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นสายปลายเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ ยิ่งกว่านั้นภาวะกระดูกพรุนก็สามารถส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกรอบๆขวาที่อยู่ข้างบนได้  ตอนที่คนไข้โรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แล้วก็โรคมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะปวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ อาการปวดข้างหลังส่วนบนขวาไม่ได้มีต้นเหตุจากกล้ามรวมทั้งกระดูกบริเวณหลังส่วนบนเพียงแค่นั้น แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากอาการเจ็บป่วยไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ เช่น โรคตับ นิ่วในไตรวมทั้งในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้แต่อาการติดโรคในไต หรืออาจจะมีการเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง ถ้ามีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา โน่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีท้องนอกมดลูกที่รอบๆท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดีเป๊ะ ด้วยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถก่อเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ตัวอย่างเช่น โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อโรคของเยื่อห่อปอดหรือช่องอก ยิ่งกว่านั้นอาการอุทกภัยปอด หรือแม้แต่หัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่อาการปวดหลังด้านขวาบนได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากมีลักษณะอาการปวดที่ข้างหลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็รุนแรง ควรรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดค่ะ

2

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (จังหวัดปัตตานี) , น้ำนอง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) จอลอดิเออ , กล่ำถะ ,พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
สกุล    Acanthaceae
บ้านเกิด รางจืดเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย เช่น ประเทศแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา ประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งเขตกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งไตหวัน ในประเทศไทยพบได้มากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วๆไป ในทุกภาคของประเทศ แล้วก็เป็นพืชที่ชอบเติบโตได้เร็วมาก แต่ว่าตอนนี้นิยมปลูกตามบ้านที่พักทั่วๆไป ด้วยเหตุว่ามีการศึกษาวิจัยออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างสารพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นยาเขียวเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นหุ้มต้นไม้ใหญ่ๆได้ต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อข้อ สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้น แล้วก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบผู้เดียวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะเหมือนใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. (เซนติเมตร) ยาว 8-15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในฤดูหนาว (พ.ย.-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ซีก เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเมล็ด รวมทั้งสามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ถัดไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ดหรือปักชำ สำหรับในการปักชำจะใช้กิ่งพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งจำพวกแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 ซม. โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา แล้วค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มจนถึงรากงอกแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากปลูก และก็รดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนถึงกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับในการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น นับว่าเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เพราะว่าจะได้ต้นซึ่งสามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ่งก้านสาขายาวได้หลายเมตร แล้วก็ลำต้นแก่ยาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แม้กระนั้นการขยายพันธุ์รางจืดส่วนใหญ่ชอบนิยมใช้วิธีการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะเหตุว่าช่องทางในการแตกหน่อมีมากกว่า และก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยหมักประมาณ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินบางส่วน วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียกแฉะ ควรปลูกริมรั้วหรือกำแพงเพื่อเถารางจืดสามารถยึดเกาะรวมทั้งเลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  ยาเขียวเป็นไม้ซึ่งสามารถเจริญก้าวหน้าในดินดูเหมือนจะทุกประเภท รวมทั้งเป็นไม้ที่อยากแสงอาทิตย์ปานกลางหมายถึงไม่ได้อยากต้องการแสงแดดที่จัดมากเกินความจำเป็น และก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกจำต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในตอนเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่รอบๆโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการลูกพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนจึงใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบยาเขียว  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และก็ให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน และก็ค่อยเก็บไปจนกระทั่งกึ่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว ถ้าเกิดไม่ใช้ในทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปตากแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ ด้วยเหตุว่าอาจเกิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
ประโยชน์ / สรรพคุณ
                รางจืดจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และก็พิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง แล้วก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดศัตรูพืช
                หนังสือเรียนยาไทย: ใบ ราก และก็เถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในหิวน้ำ แก้ประจำเดือนแตกต่างจากปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาแล้วก็ใบ กินแก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้แฮงค์ แก้ลักษณะของการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ถอนพิษเหล้า พิษตกค้างในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและก็ปอดบวม รากแล้วก็เถา ใช้รับประทานเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งหมด ต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องจากว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดแมลง และก็พิษทั้งหมด  รักษาหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: ใช้ ใบและก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากจนเกินไป หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(บอกว่ารากยาเขียวมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           หนังสือเรียนยาประจำถิ่นจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้เบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้เมนส์แตกต่างจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับสรรพคุณของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งส่งผลการค้นคว้าวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดลองป้อนผงรากยาเขียวให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่ว่าพบว่าไม่เป็นผล หนูชักรวมทั้งตาย แต่หากผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แปลว่าผงรากรางจืดสามารถดูดซึมสารพิษประเภทนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 คุณครูพาณี เตชะเสนรวมทั้งแผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบรางจืดป้อนหนูทดลองที่กินยากำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่วิธีการฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พ.ศ. 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบยาเขียวป้อนตัวทดลองที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยชีวิตได้ 30%
  • พุทธศักราช 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยป้องกันการตายของเซลล์ประสาทของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถปกป้องสูญเสียการเล่าเรียนและความจำได้อย่างมีนัยสำคัญ


มีการวิจัยเรื่องใบยาเขียวสามารถคุ้มครองตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวคงจะส่งผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังกล่าว ทั้งยังในหลอดทดลองและก็ในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบยาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย
นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกดังเช่นว่า ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำเป็นราวกับผักท้องถิ่นทั่วๆไป ยิ่งไปกว่านี้เด็กๆตามชนบทยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายอะไรก็แล้วแต่แต่แต่ การกินยาเขียวในจำนวนติดต่อกันโดยตลอด บางทีก็อาจจะจำต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเลือดวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นถัดไปด้วย
ชายาเขียว ใบยาเขียวสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมยวนใจรวมทั้งยังช่วยล้างพิษภายในร่างกายได้อีกด้วย  ในขณะนี้ได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืดหรือรางจืดแคปซูล เพื่อความสะดวกแล้วก็ง่ายต่อการใช้ประโยชน์  ดอกยาเขียว นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของว่าง ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามจำพวกสีของดอก
คนโบราณมีความคิดว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดให้ละเอียด ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้นว่า ของกินหมู อาหารไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค รวมทั้งช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอคอยดสูงขึ้นภายหลังที่ได้รับเชื้อโรค

แบบอย่าง/ขนาดการใช้ สำหรับการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวราวครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ประโยชน์จากรากยาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือเอามาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกับการใช้ใบรางจืด  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วรับประทานครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 คราวก่อนของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดราวๆ 58 ใบ มาโขลกให้ถี่ถ้วนแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานทีละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำราว 10 ลิตร อาบแต่ละวัน ราว 5-7 วัน  แก้ปวดเมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล หยุดอาการปวด ลดอาการบวม รวมทั้งกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย อาทิ งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแผล ตัวอย่างเช่น รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด แผลเป็นหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการติดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำหรือคั้นน้ำดื่มสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยบรรเทาอาการหิวน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และบรรเทาอาการท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 แล้วก็ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และก็ขนาด 3.5 กรัม/กก. ส่งผลลดพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดลง  และก็ยังมีมีงานศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวกับการขับสารกำจัดแมลงออกจากร่างกาย พบว่ายาเขียวจะทำลายพิษก้าวหน้า โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษที่เกิดจากยาฆ่าแมลง ”โฟลิดอล” และก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวเนื่องกับหลักการทำงานของ Cholinergic system โดยการเล่าเรียนในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงรวมทั้งตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงในร่างกาย จำนวน 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชายาเขียวขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดยาฆ่าแมลงในเลือดของอาสามัครที่ได้รับรางจืดลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดสอบ แล้วก็จากการศึกษาเล่าเรียนของดวงรัตน์แล้วก็แผนก พบว่าโดยยาเขียวส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับสารกำจัดแมลง
สาขาวิชาสรีรวิทยา ภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัขั้นรีนครินทรำไพโรฒ ก็เลยได้เรียนรู้ฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน แล้วก็โคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากมายในเวลาที่คนป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมทั้งไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้เจ็บป่วย ที่เข้ารับการรักษา/บำบัดรักษาสารเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดรางจืด บางทีอาจเกิดความพิงพอใจเหมือนกับการรับสารเสพติด ถ้าเอาไปใช้สำหรับในการรักษาผู้ป่วยจะทำให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมากมาย ก็เลยอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งหนการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
แผนกเภสัชศาตร์ จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของยาเขียวสำหรับในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ปกป้องการเสียชีวิตของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดสอบและในหนูแรตคราวได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับน้อยลง และก็ลดความเคลื่อนไหวสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เนื่องจากสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด รวมทั้งเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของยาเขียวต่ออาการขาดสุรา พบว่าสารสกัดยาเขียวได้ผลลดสภาวะซึมเศร้ารวมทั้งทำให้ความประพฤติปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ แม้กระนั้นไม่เป็นผลลดความกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูด้วยเหตุว่าขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันเลือดของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดอาจผ่าน Cholinergic receptor และก็ทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในผู้ป่วยเบาหวานรวมทั้งความดันนี้ควรจะระลึกว่าจะต้องมีการรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและมีการวัดระดับน้ำตาลรวมทั้งระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่าการศึกษาเล่าเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดสอบแค่นั้น และก็ต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
มีการศึกษาเรียนรู้ว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดราวๆ 2 เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรรวมทั้งยังมีความปลอดภัยสูงยิ่งกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์ในการต้านโรคมะเร็ง มีการเรียนฤทธิ์ต่อต้านการก่อกลายประเภท พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แต่ว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการศึกษาโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว นั่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าหากให้สัตว์ทดลองกินยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งรางจืดแบบสดรวมทั้งแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นกรดฟีนอลิก อย่างเช่น caffeic acid และ apigenin แล้วก็สารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ดังเช่น chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารพวกนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล แล้วก็อะซิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายพันธุ์ โดยยั้งการเกิดมะเร็ง เนื่องจากสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อพินิจพิจารณาด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 และสามารถเพิ่มหลักการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้สำหรับการกำจัดเซลล์ของมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังมีรายงานการดูแลรักษาคนป่วยพิษแมงดาทะเล ตอนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2522 โดยมีรายงานว่ามี  คนไข้ 4 ราย รับประทานยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีอาการชารอบปาก แล้วก็คลื่นไส้อาเจียน อาการชาจะลุกลามไปกล้ามเนื้อมัดต่างๆที่มีอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ คนไข้ 2 รายสลบ ต้องใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง ข้างหลังกิน เพราะพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำต้องรักษาตามอาการ หลังจากได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะอาหาร คนไข้เริ่มรู้ตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที ผู้เจ็บป่วยอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเช่นเดียวกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชม. 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. ผู้เจ็บป่วยเริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษฉับพลันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดธรรมดาและก็ขนาดสูง ไม่เจอความแปลกใดๆแล้วก็ป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ไม่พบอาการแตกต่างจากปกติเช่นเดียวกัน แต่อาจจะก่อให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงขึ้นมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น รวมทั้ง AST สูงมากขึ้น
          การเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 รวมทั้ง 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว การกินอาหาร การกระทำ รวมทั้งสุขภาพทั่วไปของหนู อวัยวะภายในอีกทั้งระดับมหพยาธิวิทยาแล้วก็จุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากรางจืดไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์แต่อย่างใด ทั้งยังยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต่อต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรองมี

  • การศึกษาเล่าเรียนระบุว่า รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรที่จะใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรจะใช้ติดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • ควรจะระวังสำหรับในการใช้ในคนไข้เบาหวาน เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาประเภทอื่นเป็นเวลานานเนื่องจากว่าบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาภายในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่ต้องใช้ยารักษาโดยตลอด
  • ยาเขียวบางทีอาจได้ผลข้างเคียง สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้ยาเขียวก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าหรูหราอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเกิดมีลักษณะแพ้ไม่มากมายก็บางทีก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแสโลหิตของเกษตรกร ตำบลไผ่ทำโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร.



Tags : รางจืด

3

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มนาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่งกลยาน (กะเหรี่ยง จังหวัดกาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
วงศ์  Rutaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นบ้านในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เนื่องจากว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ผลดีจากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่อดีตแล้ว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเมืองไทย แต่มีการศึกษาและทำการค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่มั่นใจว่ามะนาวมีแหล่งกำเนิดในอินเดียตอนเหนือ และก็เขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมทั้งทางภาคเหนือของมาเลเซีย (แต่น่าแปลกที่ไม่เจอมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันนี้มีการปลูกมะนาวทั่วๆไปในเขตร้อน และก็เขตอบอุ่นกึ่งร้อนทั่วโลกเนื่องจากว่ามะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ แล้วก็ทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีมากยิ่งกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากมายจะเป็นสีเทา การออกของแขนงไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย บนลำต้นและก็กิ่งจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีทั้งยังหนามสั้นรวมทั้งหนามยาวมีสีเขียวเข้มรวมทั้งสีเขียวอมเหลือง ส่วนบริเวณปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบลำพัง คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างโดยประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตรรูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นและมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับประเภทมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางแทบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดเป็นเงาส่วนผิวใบข้างล่างออกจะหยาบและก็มีสีจางกว่า เมื่อทำขยี้ใบจะมีกลิ่นฉุน
                ดอกมะนาวอาจเกิดเป็นดอกคนเดียวหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่บริบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบรวมทั้งปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบมีสีขาว และด้านท้องกลีบอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีจำนวน 4-5 อัน จำนวนกลีบในและกลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 เซนติเมตร ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกลุ่ม กรุ๊ปละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่ประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างนาๆประการตามชนิดของชนิด มีอีกทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ และก็รูปร่างกลม ที่ตูดผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม ใส่อยู่เยอะมากๆ เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมเมล็ด ขนาดเล็กคล้ายรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ภายในเม็ดมีเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกเจริญในดินแทบทุกจำพวก ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินทราย แต่ถ้าหากต้องการจะปลูกมะนาว ให้เจริญงอกงามดี มี ผลเยอะ และก็คุณภาพดี ก็ควรจะปลูกลงในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มากมาย และก็ควรที่จะทำการเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำได้หลายแนวทาง ตัวอย่างเช่น การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง แล้วก็การติดตา แม้กระนั้นแนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับการขยายพันธุ์มะนาวเยอะที่สุดเป็น การตอนกิ่ง โดยมีวิธีดังนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเหลือเกินและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวประมาณ 30-50 ซม. และก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 0.5 ซม.ขึ้นไป
  • ตัดหนามและใบในบริเวณที่จะควั่นกิ่งออกโดยประมาณ 5 เซนติเมตร
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงเนื้อไม้ห่างกัน 1-2 เซนติเมตร
  • ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนสำเร็จ ผูกเปาะหัวท้ายให้แน่น แล้วทิ้งไว้โดยประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และเมื่อกิ่งที่ชำเดินรากก้าวหน้าในถุงสีดำและแข็งแรงแล้วจึงนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันนาให้มีความกว้างโดยประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงขึ้นยิ่งกว่า แนวระดับอุทกภัย 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรไถลูกพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช แล้วก็ทำให้ดินที่ร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ดังนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ขั้นตอนการปลูก
ควรจะปลูกในตอนต้นฤดูฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างแล้วก็ลึกโดยประมาณ 50 ซม. ผสมดิน ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงโดยประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมนิดหน่อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้ง 2 ด้าน (ช้ายและขวา) ดึงถุงก๊อบแก๊บออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักแล้วก็ผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินรอบๆโคนต้น เป็นต้นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยอำพรางแสงแดด
การปฏิบัติรักษา การให้น้ำ ควรมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้น ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) ภายหลังจากปลูกราว 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา สิ่งของมาปกคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงตอนออกดอก เพื่อมะนาวสะสม ของกินให้มากถึงระดับซึ่งสามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะมีดอก เมษายน-พ.ค. หลังจากมะนาวมีดอก และก็กำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงๆที่มะนาวต้องการน้ำมากมาย เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ของผล

     ส่วนจำพวกมะนาวที่มีการปลูกกันมากมายในไทย อย่างเช่น

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาวเหมือนมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มที่ผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างจะกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าประเภทอื่นๆเชิงการค้าจะปลูกมะนาวประเภทแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มกำลังผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างจะยาว มีเปลือกดก ทำให้รักษาผลได้นาน


ส่วนประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆอย่างเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อเอามาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยปริมาณร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันประกอบด้วยสารต่างๆเป็นต้นว่า  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มก.
  • ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มก. ที่มา : Wikipedia
ประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับในการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นส่วนประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ตำส้ม ยำทุกชนิด ลาบรวมทั้งอาหารไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างชาติใช้มะนาวในของคาวหวาน อย่างเช่น ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า ประเทศอเมริกา
น้ำมะนาวนอกเหนือจากใช้แต่งรสเปรี้ยวในอาหารหลาย ชนิดแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และก็น้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งยังในประเทศไทย และต่างชาติทั่วโลก นอกเหนือจากนั้นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บางชนิดยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆเสียบไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยด้านในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงปริมาณร้อยละ 7 น้ำมะนาวจึงมีสาระสำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกเป็นต้นว่า หุงข้าวให้ขาวแล้วก็อร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวโดยประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูและก็นิ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำกับข้าวและก็ทำให้ปลาอาจจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะมีสีม่วงหมู่ ล้างออกทุกข์ยากลำบาก เอามานาวที่ผ่าแล้วมาเช็ดตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดดังเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งด้านลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่ากินมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ด้านในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองปกป้องมอดได้  ส่วนการแปรรูปมะนาว มะนาวแปรรูปได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวทำอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกของมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกของมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนสรรพคุณทางยานั้นระบุว่า แบบเรียนยาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด รวมทั้งผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณสำหรับเพื่อการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) มักพบบริเวณผิวเปลือกมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าจำนวนร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะคุ้มครองปกป้องแล้วก็รักษามะเร็งหลายแบบ
ฝรั่งทั่วไปมักกินน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม เป็นต้นว่า ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับข้าวเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และมีสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วยสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็ท้องนาริงจิน (naringin) แล้วก็ลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชตระกูลส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกลุ่มฟลาโวนอย์ส้มนี้มีรายงานทางการแพทย์ตะวันตกว่าใช้ในการรักษามาลาเรีย โรครูมาติเตียนสม์เรื้อรังและก็โรคเกาต์ ใช้สำหรับการคุ้มครองโรคเลือดออกตามไรฟัน คุ้มครองการตกเลือดข้างหลังคลอด และช่วยบรรเทาอาการระคายคอจากการตำหนิดเชื้อรวมถึงโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการได้รับวิตามินซีในของกินน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเป็นผลให้มีอาการของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีลักษณะอาการเหมือนป่วย อ่อนเพลีย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้าม เจ็บกระดูก มีแผลฟกช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง เกิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์ผันแปร หรือมีภาวการณ์ไม่มีชีวิตชีวา สำหรับคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยแต่ก่อนที่ให้คนเจ็บโรคนี้กินส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนไข้สามารถฟื้นได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วทันใจ เมื่อเทียบกับคนไข้อีกกรุ๊ปที่กินอาหารประเภทอื่น ยิ่งกว่านั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกคอ ก็เลยช่วยทุเลาอาการเจ็บคอได้
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสมหะใช้น้ำจากผลที่โตสุดกำลัง  เพิ่มเกลือเล็กน้อย  จิบเสมอๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเกลือและน้ำตาลบางส่วน           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีลักษณะอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสมหะได้เช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือนิดหน่อย) จะช่วยทุเลาท้องผูก รวมทั้งช่วยกำจัดสารพิษออกมาจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการขี้กลาก โรคเกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งเอาไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วขัดถูให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจนเข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งเอาไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้ง ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองแจ่มใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้เพื่อการแก้ไข้ทับรอบเดือน ด้วยการเอาใบมะนาวโดยประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาเล่าเรียนสัตว์ทดลองในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเชื้อสายส้มกับหนูไขมันสูง มีผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดจำนวนไขมันรวมแล้วก็ไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วก็มีผลลดระดับความดันเลือดแล้วก็ขับฉี่ในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนที่นาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นของฟลาโวนอยด์ส้มเป็นผลมาจากผลของการกระตุ้นหลักการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐอเมริกา งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในสัตว์ทดสอบพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกรุ๊ป อาทิเช่นกลุ่มเฮสเพอริดิน รวมทั้งกลุ่มโพลีเมโททอกสิเลตฟลาโม้น (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดลอง ซึ่งเกื้อหนุนผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
สาธารณรัฐประชาชนจีน งานศึกษาวิจัยพบว่า ที่นาริงจิน และเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและไขมันที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างพลัคตันของเส้นโลหิตและก็แนวทางการอักเสบ ผลการศึกษาพูดว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) แล้วก็ยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
นอกนั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการสร้างไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่งผลให้สนับสนุนการกินมะนาว แล้วก็ฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในหญิงวัยทอง
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนนิวเคลียร์ในระบบภูมิต้านทาน แล้วก็โปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของมะเร็ง การเล่าเรียนในห้องทดลองในรัฐเท็กซัสแล้วก็แคลิฟอเนีย ประเทศอเมริกาพบว่า สารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่นพอควร แม้กระนั้นต่ำลงมากยิ่งกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชเชื้อสายขิง มีบทความด้านการแพทย์กล่าวว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะอาหาร และก็โรคมะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการรวมทั้งในสัตว์ทดสอบหลายแบบ แต่ยังไม่พบผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยทางคลินิก
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการค้นคว้าผลของอีกทั้งน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus และ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus และ Bacillus cereus สารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii และก็ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis รวมทั้ง Streptococcus faecalis
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/โลน้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่เจอความผิดแปลกใดๆเมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งแบบกระทันหันและกึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในตอนธรรมดา และไม่พบความไม่ปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  และก็การทดสอบฤทธิ์เคืองโดยขั้นตอนการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวได้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ที่สามารถส่งผลให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดเป็นอย่างมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีผิวค่อนข้างจะขาว ภายหลังจากการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจึงควรทาครีมที่มีไว้สำหรับกันแดดและสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อป้องกันก่อนออกไปเผชิญกับแดด
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะก่อให้กำเนิดท้องเสียหรือท้องเดินได้ถ้ารับประทานมากจนเกินไป
  • ภายหลังกินน้ำมะนาวแล้วไม่ควรแปรงฟันทันทีด้วยเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • หากดื่มหรือกินมะนาวเป็นประจำและเป็นระยะเวลานานติดต่อกันอาจทำให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีภาวะโลหิตจางไม่ควรกินมะนาว เพราะว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตทำให้เกิดอันตรายได้
  • ยาบางจำพวกที่จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในตับ โดยมะนาวบางทีอาจส่งให้ระยะเวลาสำหรับการเปลี่ยนรูปของยาเหล่านี้ลดลง การกินน้ำมะนาวขณะรับประทานยาบางจำพวกที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจจะก่อให้มีผลใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังเช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) สามอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก่อนรับประทานมะนาวควรขอคำแนะนำหมอเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524.
  • Ross SA, El-Keltawi NE, Megalla SE. Antimic

4

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลายชนิดโดยเฉพาะพืชในกลุ่มวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมถึงพืชอีกหลายชนิดที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนนิดหน่อย อาทิเช่น

  • สปีชี่ส่วนมากของสกุล Pyrolaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในตระกูล Betulaceae โดยเฉพาะในสกุลย่อย Betulenta


แต่ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นเดียวกัน และก็ถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม และก็ยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาถูนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลดีกับอาการปวดชนิดรุนแรงไม่ร้ายแรง แม้กระนั้นลักษณะของการปวดจำพวกเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีและสูตรองค์ประกอบ น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักรวมทั้งมีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ แล้วก็สามารถละลายได้ดิบได้ดีในแอลกอฮอลล์ กรดอะซิติก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้เล็กน้อย
 
 
 
 
                สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
มูลเหตุ/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในสมัยก่อนนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ในตอนนี้ เมื่อวงการวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกสาเหตุของน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในสกุล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะชูขึ้นสูงราว10-15 เซนติเมตร มีอายุเกิน 1 ปี ใบ ผู้เดียวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% อย่างยิ่งจริงๆ โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือรวมทั้ง
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการผลิต น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสคุณร์ ของ Salicylic acid และ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปลดปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนผู้กระทำลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปพอๆกับ 99.5%

    ผลดีและก็สรรพคุณ
    คุณประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) คือ ใช้เป็นยายับยั้งปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆที่ไม่รุนแรง เป็นต้นว่า ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ดลับ ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยทำให้ผู้เจ็บป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงลักษณะของการปวด นอกเหนือจากนี้ ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองถึงการบรรเทาอาการปวดต่ำลง ก็เลยทำให้รู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับแก้ ต้านการปวดบวมและก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆแล้วก็มี pH เป็นกรด ค่อนข้างจะแรง และก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และยาฆ่าเชื้อ
                    นอกเหนือจากนี้ยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกเช่น เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆเช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม เป็นต้น
    การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย คนเขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงเล็กน้อยเพียงแค่นั้น เป็นต้นว่า กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่พบกรดซาลิไซลิก จะพบได้บ่อยในพืชสกุล Salix ดังเช่นว่า สนุ่น willow นอกจากนั้นยังพบในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ รวมทั้งการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการกินยาต้านทานการแข็งตัวของเลือดดังเช่นว่า Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ถ้าเกิดแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยา แพทย์จะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และก็ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนไข้เป็นกรณีๆไป

    การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
    มีรายงานการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษกระทันหันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (กิโล) และก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในปี คริสต์ศักราช 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งผ่านประเทศเสียชีวิตเพราะร่างกายของเขามีการดูดซับเมทิลซาลิไซเลตมากจนเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุนี้ควรต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้/คนเจ็บ โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปอื่นๆซึ่งก่อนที่จะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จะต้องขอคำแนะนำหมอหรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาทุกครั้ง
    ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านเราส่วนมากนั้นมักจะเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาด้านนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีกฏเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) โดยแม้ใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางทีก็อาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็คงจะพอเพียงแล้ว
    ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง

  • เนื่องด้วยน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินด้วยเหตุดังกล่าวควรต้องแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาชนิดนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกรุ๊ปซาลิไซเลต รวมถึงยาประเภทอื่น อาหาร หรือสารใดๆ
  • ผู้ที่อยู่ในตอนให้นมลูกควรหลบหลีกการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้ขอความเห็นแพทย์
  • ห้ามป้ายยานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • ถ้าป้ายยานี้แล้วมีอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา อวัยวะเพศ โพรงปาก เนื่องจากยาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างมากต่อเนื้อเยื่อพวกนั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูด เพราะว่าบางทีอาจก่อการระคายเคืองเยื่อเมือกบุฟุตบาทหายใจได้
  • หากใช้ยาชนิดครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะอาการปวด แล้วก็นวดเบาๆให้ยาซึมไปสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาชนิดน้ำหรือแท่ง ให้ป้ายยารอบๆที่มีลักษณะปวด แล้วหลังจากนั้นนวดช้าๆกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก ต่อจากนั้นแปะบริเวณที่มีลักษณะอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจจะก่อให้เกิดผลใกล้กัน อย่างเช่น ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกปวดคล้ายเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูมิไวเกิน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ถ้าเกิดเจอผลกระทบร้ายแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์โดยทันที เป็นต้นว่า

  • มีลักษณะแพ้ยา เช่น เป็นลมพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา ถ้าหากพบอาการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นให้รีบล้างยาออกก่อนรวมทั้งไปพบหมอในทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


5

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นย่าง) มีหน้าที่สร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำกาม) เพื่อตัวน้ำเชื้อว่ายแล้วก็รับประทานเป็นอาหาร  โดยปกติต่อมลูกหมากจะหยุดเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี  กระทั่งอายุราวๆ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือได้ว่าปัญหาด้านสุขภาพที่น่าหนักใจของคุณผู้ชายทั้งหลาย โดยธรรมดาคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายเฒ่า 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะเยี่ยวไม่ปกติ อาการดังที่กล่าวถึงแล้วมีสาเหตุจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อเยี่ยวมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
และยังมีรายงานการค้นคว้าวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในเพศชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เนื่องมาจากความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านขนาดรวมทั้งจำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะมีผลกระตุ้นให้เกิดการอุดกั้นของระบบฟุตบาทปัสสาวะ ชิ้งฉ่องบ่อย ลำบาก จำต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ท้ายที่สุดบางทีอาจชิ้งฉ่องไม่ออก และก็มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็ง การทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากผลิตขึ้นจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความแตกต่างจากปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้บ่อยในชายไทยหมายถึงโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) แล้วก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) จำนวนร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้ทั่วไปมากมายของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบได้โดยประมาณ 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้สูงถึง 90% โรคนี้เจอได้ในผู้ชายทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ
ที่มาของโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบัน ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่กระจ่างแจ้งของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แต่ว่าหมอมั่นใจว่า เมื่อชายสูงอายุขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) ก็เลยทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายจำพวกต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งสภาวะนี้ส่งผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญวัยผิดปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่มั่นใจว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
ยิ่งกว่านั้นยังคาดคะเนว่าอาจเกิดขึ้นจากพันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ที่มีลักษณะอาการค่อนข้างจะรุนแรงในฝูงชนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลักษณะอาการค่อนข้างจะร้ายแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีเหตุที่เกิดจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อฉี่ จึงส่งผลให้ท่อเยี่ยวตีบแคบลง จนถึงบางทีอาจอุดตัน เพราะฉะนั้นลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นยืนเยี่ยวกลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • กำเนิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่อาจจะกลั้นเยี่ยวได้ จะต้องรีบเข้าห้องอาบน้ำเมื่อปวดฉี่
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้ต้องการฉี่อยู่เรื่อย
  • ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


รวมทั้งในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เพราะเหตุว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจจะเป็นผลให้เส้นเลือดดำที่ท่อฉี่คั่ง แล้วแตกจนถึงมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนเช่น  ปัสสาวะไม่ออกเลย ทางเดินฉี่อักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ฉี่เป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งอาจพบได้ไม่เกินปริมาณร้อยละ 20 ของผู้เจ็บป่วยต่อมลูกหมากทั้งสิ้น
แนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวิเคราะห์คนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโต

  • การซักประวัติความเป็นมา บ่อยครั้งแพทย์ให้ผู้เจ็บป่วยทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความเปลี่ยนไปจากปรกติของการฉี่
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เนื่องมาจากต่อมลูกหมากอยู่ในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นขั้นตอนการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก รวมทั้งที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยหากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตปกติ แต่หากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และก็จึงควรทำในผู้ป่วยทุกราย เพื่อมองว่ามีการอักเสบติดเชื้อโรค มีเม็ดเลือดแตกต่างจากปรกติหรือไม่ แล้วก็ยังเป็นการบอกถึงความแตกต่างจากปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อผู้ป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากยิ่งกว่า 10 ปีขึ้นไป เนื่องมาจากมะเร็งต่อมลูกหมากระยะเริ่มต้น มีลัษณะทิศทางจะโตและก็แผ่ขยายช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (ทุ่งนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าหากพบว่าผลเลือดสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติ หมอจะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจฉี่ แต่ปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมส่งไปทำการตรวจกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยเหตุว่าไม่มีอันตรายและให้ผลดีสูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจฉี่ที่เหลือค้างภายหลังจากฉี่หมดแล้ว เป็นประโยชน์สำหรับในการประเมินความร้ายแรงแล้วก็ติดตามการดูแลรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เด่นชัด


การดูแลรักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาจจำเป็นต้องใช้หลายๆแนวทางด้วยกัน แม้กระนั้นโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 3 วิธีดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีเนื้อหาเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้กระบวนการนี้ในกรณีผู้ป่วยมีอาการจากโรคต่อมลูกหมากโตออกจะน้อย รวมทั้งลักษณะของคนป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนเจ็บ โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยลง เช่น
  • หลบหลีกการดื่มเครื่องดื่มอย่างต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แนวทางนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในช่วงเวลาค่ำคืนได้ แต่ว่าก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการกินน้ำในทุกวัน
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดจำนวนลงเพื่อไม่ให้เกิดการระคายที่กระเพาะปัสสาวะและก็ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก
  • บริหารร่างกาย มีการวิจัยพบว่าการบริหารร่างกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการ
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ประเภทจะทำให้ฉี่ได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องด้วยยาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อรอบๆท่อฉี่ที่ควบคุมการไหลของเยี่ยวหดตัว
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่ดีมีสาระจะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้การเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าห้องอาบน้ำ การเข้าห้องน้ำทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มคนไข้ที่ฉี่บ่อยและไม่สามารถกลั้นได้
  • เยี่ยวทีละ 2 คราว เพื่อไม่ให้ฉี่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งอาการปวดปัสสาวะรวมทั้งเยี่ยวบ่อยมาก อาทิเช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้คอยอีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกครั้ง ระหว่างคอย อาจแปลงท่า ได้แก่ ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกฝนขมิบก้นเพื่อกลั้นปัสสาวะ วิธีฝึกเหมือนกันกับที่สตรีฝึกหัดขมิบช่องคลอด) ตามแพทย์/พยาบาลชี้แนะอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรคิดแผนเรื่องการฉี่(การใช้ห้องสุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกสำหรับเพื่อการปัสสาวะ
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งหมอจะเลือกใช้ในคนป่วยที่ใช้กรรมวิธีการปรับพฤติกรรมฯไม่ได้เรื่อง หรือในคนไข้ที่ตั้งตั้งแต่แรกมีลักษณะร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะที่มีผลต่อการใช้ชีวิติทุกวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้มีอยู่โดยประมาณ 2-3 ชนิด บางจำพวกเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามที่บีบรัดท่อฉี่ บางประเภทมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก และก็บางประเภทเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังต่อไปนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งอดีตจะใช้เป็นยาลดความดัน แต่ว่าตอนนี้ได้พัฒนาต่อจนถึงมีผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนเจ็บจะรู้สึกเยี่ยวสะดวกขึ้นด้านใน 3 วัน แต่ว่าหากหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซซิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการผลิตฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต้องต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีคุณประโยชน์เฉพาะผู้เจ็บป่วยที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายชนิด สำหรับจำพวกที่แพร่หลายที่สุดหมายถึงจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจนนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้ขั้นตอนการนี้เมื่อผู้เจ็บป่วยใช้ยาแล้วไม่เป็นผล โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพผู้เจ็บป่วย ความจำเป็นของคนไข้รวมทั้งครอบครัว และดุลยพินิจของหมอ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องถ่ายภาพส่องผ่านท่อฉี่ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อฉี่ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยแพทย์ทางเดินเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดคนไข้จะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้จักสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนฉี่เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และก็คอยให้ฉี่ใสเสียก่อนก็เลยจะเอาสายสวนฉี่ออก ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะดียิ่งขึ้นภายใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีการแบบนี้แพทย์จะใช้กับคนเจ็บที่มีลักษณะหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกนั้นยังมีแนวทางอื่นๆอีกอาทิเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ได้แก่ ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อรวมทั้งเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่หมอเลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดรวมถึงวิธี การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับคนป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือไม่ยอมรับการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวการณ์น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • คนที่ขาดการออกกำลังกาย
  • คนที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและก็เบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆชนิด ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเติบโตผิดปกติ มักกำเนิดในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และโรคต่อมลูกหมากโตนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน แล้วก็จากสัตว์สู่คนอะไร

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฝนเยี่ยวให้เป็นเวลา ตัวอย่างเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองป้องกันการกลั้นเยี่ยวไม่อยู่
  • เยี่ยวครั้งละ 2 หน เพื่อไม่ให้ฉี่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดเยี่ยวและเยี่ยวบ่อย อาทิเช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้คอยอีกราว 5 นาที แล้วปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง ระหว่างคอย อาจเปลี่ยนท่า ได้แก่ ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบตูด/ขมิบเพื่อกลั้นฉี่
  • กินน้ำในวันแล้ววันเล่าให้พอควร อย่าให้มากจนเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลบหลีกการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการผู้เจ็บป่วยแย่ลง ดังเช่นว่า ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคเศร้าหมอง
  • การกินอาหารเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบถ้วนทุกวี่วันในจำนวนที่สมควร ร่วมกับการบริหารร่างกายตามสมควรกับสุขภาพทุกๆวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรวางแผนหัวข้อการใช้ห้องสุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อกำเนิดความสะดวกสำหรับในการฉี่
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะทำให้อาการเกิดขึ้นอีก
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การป้องกันตนเองจากโรคต่อมลูกหมากโต เวลานี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยปกป้องปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเพราะเหตุว่ายังไม่เคยรู้ปัจจัยที่กระจ่างแจ้งของโรคนี้ รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น โดยเหตุนี้แนวทางที่ดีที่สุดก็คือเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และควรจะหมั่นพินิจความไม่ปกติของระบบฟุตบาทฉี่ ยกตัวอย่างเช่น หากมีอาการชิ้งฉ่องทุกข์ยากลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆฉี่ไม่พุ่ง ช่วงเวลาค่ำคืนจำต้องลุกขึ้นยืนมาฉี่ บ่อยมาก หรือฉี่เป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยปัจจัยให้แน่ชัด  เมื่อพบว่าเป็นต่อมลูกหมากโตก็ควรรับประทานยารักษา หรือกระทำผ่าตัดปรับแก้ตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตดังเช่นว่า มะเขือเทศ และก็ฟักทอง โดยให้คนไข้ที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นกินซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ต่อเนื่องกัน 10 อาทิตย์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และก็การศึกษาทางสถานพยาบาลโดยให้คนป่วยกินแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน มีผลทำให้ผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะดีขึ้น เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการศึกษาพบว่าไลวัวพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA รวมทั้งคุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆดังเช่นว่า การลดการ กำเนิด lipid oxidation ต้านทานอนุมูลอิสระ แล้วก็ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก รวมทั้งยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งส่งผลให้ผู้ซื้อมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนเจ็บโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และคณะ (2008) ศึกษาในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลโคพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถปกป้องต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์แล้วก็ระดับ PSA น้อยลงปริมาณร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (P < 0.05) รวมทั้งการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนจะมีการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการเรียนในผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีการเสี่ยงมากถึงร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg สม่ำเสมอทุกๆวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA น้อยลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นปริมาณร้อยละ 42 รวมทั้งมีไลวัวพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L และเมื่อจบการเรียนรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีคนป่วยปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้ป่วยกรุ๊ปควบคุมจำนวน 6 คนที่มิได้กินอาการที่มีไลโคพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเล่าเรียนมีระดับ PSA เพิ่มสูงมากขึ้น และก็คนที่มีระดับไลวัวพีนในเลือดน้อยลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าการบริโภคไลวัวพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนเจ็บที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคปีน รวมทั้งสารพฤษเคมีอื่นๆในกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง รวมทั้งการไหลเวียนของโลหิต  และก็ในฟักข้าว มีไลโคตะกาย ประเภทพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลวัวตะกาย ที่ดีที่สุด  ไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความเฒ่า ต้านทานความเสื่อมถอยของร่างกาย ช่วยลดโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะ เมื่อเพศชายอายุสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) น้อยลง ส่งผลให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น แล้วก็ถ้าหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสเกิดโรคมะเร็ง ได้สูงขึ้น ไลวัวปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยให้เซลล์ของโรคมะเร็งฝ่อตาย รวมทั้งลด การแบ่งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับฉี่ ทำให้การหลั่งปัสสาวะเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากนั้น ในตำรายาหลายฉบับพูดถึงคุณประโยชน์ต่างๆเช่น  ตำราเรียนยาใช้ใบ รวมทั้งลำต้นการดูแลรักษา รวมทั้งคุ้มครองโรคทางเท้าเยี่ยว ลำต้น ใช้ทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายชราที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และก็ไขปัญหาเยี่ยวติดขัด รวมถึงมีฤทธิ์สำหรับการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อวงศ์ Papilionaceae  คุณประโยชน์:           หนังสือเรียนยาพื้นเมือง: ใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้กษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสลด ไม่อุจจาระ ทำให้เอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  คุณประโยชน์:     แบบเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเล่าเรียนทางสถานพยาบาล: ลดระดับความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะปวดแสบเวลาเยี่ยวลดลง  แบบอย่างแล้วก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับปัสสาวะ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผุยผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.ปีที่10.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน.2558.หน้า117-121
  • เกรียงศักด์ เดชอนันต์, พยับเมฆหรือหญ้าหนวดแมว, วนสาร, ปีที่ 4

6

สมุนไพรเปล้าน้ำเงิน
เปล้าน้ำเงิน Croton cascarilloides Raeusch.
ชื่อพ้อง C. cumingii Muell. Arg. C. pierrei Gangnep.
บ้างถิ่นเรียก เปล้าน้ำเงิน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) เปล้าเงิน (สงขลา) เป้าน้ำเงิน (จังหวัดโคราช สุราษฎร์ธานี) กะโดนหิน (เลย).
  ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 1-4.5 ม. กิ่งไม้เรียวเล็ก. ใบ ติดหนาแน่นเป็นระยะๆตามข้อ และก็ที่ปลายกิ่ว แผ่นใบรูปขอบขนานปนรูปหอก ขอบขนานแกมรูปไข่ รูปหอกกลับ หรือ รูปข้าวหลามตัด โคนใบสอบแคบ โคนสุดมน ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเพียงนิดหน่อย ปลายใบแหลม หรือ เรียวแหลม; ใบกว้าง 3-7 ซม. ยาว 5-16 ซึม เส้นกิ่งก้านสาขาใบ 6-11 คู่ ด้านล่างเห็นชัดกว่าข้างบน ด้านล่างปกคลุมด้วยเกล็ดหนาแน่น เกล็ดสีน้ำเงิน มีสีน้ำตาลสลับบ้างเรี่ยราย; ข้างบนเมื่อยังอ่อนอยู่มีเกล็ด ถัดมาจะหลุดร่วงไปจนกระทั่งเกลี้ยง; ก้านใบยาว 1-6 ซึม มีเกล็ดปกคลุม. ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆที่ยอด มักจะออกครั้งละ 2 ช่อ ยาว 1.5-7 ซม. ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน.  สมุนไพร ดอกเพศผู้ รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร ขอบกลีบมีขน เกสรผู้มี 15 อัน อับเรณูรูปขบขนานแกมรูปไข่ โคนก้านเกสรมีขน. ดอกเพศเมีย ขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ หรือ รูปขอบขนาน ปลายมน โคนเชื่อมติดกัน ยาว 5-6 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 5 กลีบ ลักษณะคล้ายเส้นด้าย ยาวโดยประมาณ 2 มม. รังไข่กลม ท่อรังไข่ 3 อัน แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร  ผล กลมปนสามเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 6-7 มม. สีเขียว. เมล็ด รูปรี ด้านหนึ่งแบน ยาวโดยประมาณ 4 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายตามไหล่เขาในป่าดงดิบ และก็จากที่ราบในป่าโปร่ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก (หรือรวมกับเปลือกต้น) รับประทานเป็นยาลดไข้ แล้วก็แก้อาเจียน. ใบ ใบแห้ง ใช้สูบแทนยาสูบได้

Tags : สมุนไพร

7

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตคืออะไร ก่อนที่จะเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ก่อนอื่นจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากธาตุต่างๆศูนย์รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เกิดขึ้นมาจากต้นสายปลายเหตุต่างๆอาทิเช่น ขาดสารอาหารต่างๆหลายชนิด โดยเฉพาะ ซิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจเป็นเพราะเนื่องจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท อาทิเช่น โรคเก๊าท์ฯลฯ และก็โรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งออกเป็นของจำพวก เป็นนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งนิ่วในระบบทางเดินเยี่ยว แล้วก็ยังสามารถแบ่งนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เป็นต้นว่า นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และก็นิ่วในทอปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองชนิดนี้ มีความแตกต่างกันอีกทั้งในส่วนประกอบ สาเหตุ และการรักษา แต่ในเนื้อหานี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีรวมทั้งแร่ นๆเป็นต้นว่า ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดจากสารตกค้างต่างๆทั้งจากสารอาหารที่พวกเรากินเข้าไป หรือกรดบางประเภทที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคไตอีก
ประเภทของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ธาตุ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีประมาณจำนวนร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่เจอในปัสสาวะ ยกตัวอย่างเช่น โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ส่วนที่เป็นธาตุเกิดขึ้นจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ อย่างเช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต แล้วก็กรดยูริค สามารถจำแนกแยกแยะของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสตรูไวท์(struvite stones) เจอ จำนวนร้อยละ 15 เกิดในคนเจ็บที่มีทางเดินฉี่อักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) พบโดยประมาณปริมาณร้อยละ 6 มีสาเหตุจากกินอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เช่น เครื่องใน สัตว์ปีก ฯลฯ นิ่วซีสตี (cystine stones) พบราวๆจำนวนร้อยละ 2 มีเหตุมาจากความผิดแปลกของร่างกาย สำหรับการซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอจำนวนร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การค้นคว้าที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วจำพวกนี้ปริมาณร้อยละ 88 แล้วก็ที่ประเทศอเมริกาพบอุบัติการณ์จำนวนร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตมีต้นเหตุจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับธาตุตัวอื่น ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต แล้วก็แปลงเป็นก้อนนิ่วในเวลาต่อมา
นิ่วในไตสามารถเจอได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนกระทั่งคนแก่ แต่พบได้สูงยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยเจอในผู้ชายสูงยิ่งกว่าผู้หญิงโดยประมาณ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตอาจกำเนิดกับไตเพียงแค่ฝ่ายเดียว โดยจังหวะเกิดใกล้เคียงกันทั้งยังข้างซ้ายและก็ขวาหรือกำเนิดนิ่วพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่ว่าความรุนแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักแตกต่างกันสังกัดขนาดและตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้ว จะเจอโรคนี้ได้โดยประมาณ 0.2% ของพลเมือง ส่วนในเอเชียพบได้ราวๆ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย เจออัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและในระบบฟุตบาทฉี่ของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของมวลชน ในปีพ.ศ. 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบได้มากที่สุดในพลเมือง ภาคเหนือแล้วก็ภาคอีสาน ในอัตรา 188.55 รวมทั้ง 174.67 ตามลำดับ จากการเล่าเรียน นิ่วในระบบทางเดินเยี่ยว ในปีพุทธศักราช 2552 แบ่งประเภทและชนิดตามครอบครัว แล้วก็ หมู่บ้าน ในประชาชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น ปริมาณ 1,034 ราย (โดยรวมคนที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว และ 348 หมู่บ้าน ศึกษาเล่าเรียนด้วยวิธีถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวปริมาณ 116 ครอบครัว (ปริมาณร้อยละ 21.05) และใน 23 หมู่บ้าน (ร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่พบนิ่วสูงที่สุดเป็นในไต ราวๆปริมาณร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการศึกษาไม่มากสักเท่าไรนัก แต่ว่ามีรายงานการเรียนพบว่า พบนิ่วมากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและ เจอในเพศชายมากยิ่งกว่าเพศหญิง 3 เท่า แล้วก็เจอ การเกิดซ้ำ ภายใน 2 ปี ข้างหลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วมากถึง จำนวนร้อยละ 39
ในขณะนี้โรคนิ่วในไตมีทิศทางที่สูงขึ้น ในประเทศไทยและก็ทุกภูมิภาคทั่วโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง แล้วก็อาจร้ายแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะท้ายที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ ยิ่งกว่านั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์เกิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้ทั้งยังคนป่วยแล้วก็รัฐบาลต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย ในการรักษาอย่างมาก โดยเหตุนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัย เสี่ยงหรือมูลเหตุที่นำไปสู่นิ่ว เป็นต้นว่า พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการกินแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ จะต้องคำ ระลึกถึงเพื่อป้องการกันกำเนิดนิ่ว
ต้นเหตุของนิ่วในไต มีต้นเหตุจากนานัปการปัจจัย สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านสภาพแวดล้อม เมตตาบอลิซึม กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต และก็อุปนิสัยการกินอาหารของตัวผู้เจ็บป่วยเอง แต่ว่ามูลเหตุที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในเยี่ยวสูงยิ่งกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับเหตุเสริมคือ ความจุของปัสสาวะน้อย เป็นสาเหตุของการเกิดภาวการณ์อิ่มตัวยวดยิ่งของสารก่อนิ่วในฉี่ จึงเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต รวมทั้งยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะทำการกระตุ้นให้มีการอักเสบ นำมาซึ่งการทำให้เซลล์บุด้านในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นหลักที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและจับกลุ่มกัน มีการทับถมของผลึกนิ่วเป็นเวลานานจนเปลี่ยนเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงพอเพียงจะสามารถยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ดังเช่น สิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต นำมาซึ่งการก่อให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี แล้วก็ขับออกไปพร้อมกับน้ำฉี่ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในฉี่ต่ำลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ เว้นแต่สารยับยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในเยี่ยวหลากหลายประเภทยังปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองการก่อผลึกในปัสสาวะ และก็เมื่อฉาบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปพร้อมด้วยเยี่ยวได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานค้นคว้าวิจัยระบุว่า ความเปลี่ยนไปจากปกติของการสังเคราะห์และก็แนวทางการทำงานของโปรตีนยับยั้งนิ่วพวกนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังบางทีอาจเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ เช่น การต่อว่าดเชื้อในระบบฟุตบาทเยี่ยว โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางประเภทอย่างโรคเกาท์ ไทรอยด์ดำเนินการเกินปกติ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง แล้วก็การกินวิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินไป
ลักษณะของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนใหญ่ ผู้เจ็บป่วยมักไม่มีอาการแสดง แม้กระนั้นจะมีอาการแสดงก็ต่อเมื่อมีการติดโรคซ้ำซ้อนรวมทั้งก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากมายๆบางทีอาจหลุดออกไปพร้อมด้วยการขับฉี่โดยไม่ส่งผลให้เกิดอาการหรือความรู้สึกเจ็บปวดอะไรก็ตามอาการของนิ่วในไตอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนกว่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนตัวรอบๆไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คนไข้ที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการเหล่านี้ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปวดบริเวณหลังหรือท้องด้านล่างข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดร้าวลงไปถึงรอบๆขาหนีบ  มีอาการปวดบีบเป็นระยะ และก็ปวดรุนแรงเป็นพักๆที่บริเวณดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู รวมทั้งน้ำตาล  ปัสสาวะแล้วเจ็บ  ปวดท้องเยี่ยวบ่อยครั้ง  ฉี่น้อย  เยี่ยวขุ่นหรือมีกลิ่นแรง อ้วก คลื่นไส้ หนาวสั่น เจ็บป่วย แล้วก็ถ้าเกิดก้อนนิ่วมีขนาดเล็กและก็ตกลมมาที่ท่อไต จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดบิดในท้องรุนแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะเคืองเวลาเยี่ยว อยากฉี่ แต่ว่าเยี่ยวขัด กะปริดกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกจะมีลักษณะอาการไข้ร่วมด้วย ถ้าปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยไม่ได้รับการรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง ทำให้ไตมีรูปร่างและดำเนินงานเปลี่ยนไปจากปกติเยอะขึ้นและนำมาซึ่งภาวการณ์ไตวายสุดท้าย
กรรมวิธีการรักษานิ่วในไต  แพทย์วินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ และก็อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมอีกขึ้นกับอาการคนป่วยรวมทั้งดุลพินิจของแพทย์ ดังเช่น

  • การตรวจเยี่ยว เพื่อมองว่าร่างกายมีการขับแร่ศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากจนเกินความจำเป็น หรือมีสารคุ้มครองการเกิดนิ่วที่น้อยเกินไปไหม รวมทั้งตรวจเม็ดเลือดแดงในเยี่ยว ตลอดจนตรวจค้นภาวการณ์ติดเชื้อโรค สามารถทำได้โดยเก็บปัสสาวะของคนไข้ทั้งหมดทั้งปวงในตอน 24 ชั่วโมง ได้แก่ หากเริ่มนับตั้งแต่ 8.00 นาฬิกา เดี๋ยวนี้คนป่วยจำเป็นต้องปัสสาวะทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันถัดไป
  • การตรวจเลือด ผลของการตรวจเลือดจะสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพไตของคนเจ็บ และช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคต่างๆได้ แล้วก็ตรวจวัดระดับของสารที่อาจจะก่อให้เกิดนิ่ว โดยคนเจ็บที่มีนิ่วในไตบางทีอาจตรวจพบว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเหลือเกิน
  • การตรวจโดยมองจากรูปถ่ายไต วิธีการแบบนี้จะช่วยให้หมอสามารถมองเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินเยี่ยว การถ่ายรูปไตมีมากมายหลายวิธีให้เลือกใช้ เป็นต้นว่า การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในช่องท้อง ซึ่งอาจก่อให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางจำพวก การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต เว้นแต่ 2 แนวทางนี้ แพทย์อาจพินิจใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะทำให้มองเห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้รวมทั้ง
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) หากเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ ถ้าเกิดเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถที่จะเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ แล้วก็สีนั้นจะถูกขับออกทางไตภายหลังฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆหลังฉีดสี เพื่อดูรูปร่าง ลักษณะของไต ว่ามีการตันจากนิ่วหรือไม่ รวมถึงหลักการทำงานของไต ว่าดีเลิศน้อยขนาดไหน
  • การดูแลและรักษานิ่วในไต การรักษามีหลายแนวทาง แพทย์จะไตร่ตรองโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตเป็นต้น เพื่อใคร่ครวญเลือกกรรมวิธีที่เยี่ยมที่สุดในแต่ละราย บางคนบางทีอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาโดยใช้การสลายนิ่ว แต่บางคนไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว บางทีอาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่นๆคนป่วยควรหารือหมอถึงกรรมวิธีต่างๆพวกนี้เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้นๆสำหรับเพื่อการรักษา


การรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การดูแลและรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจทำได้ด้วยการกินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมฉี่ และก็ควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) จนถึงฉี่เจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต แต่ หากคนไข้ด้วยนิ่วจำพวกนี้มีลักษณะ หมออาจใคร่ครวญให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เช่นกัน
ถ้าเกิดก้อนนิ่วเล็กๆที่ทำให้มีการเกิดความเจ็บปวด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ดังเช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล และก็ที่นาพรอกเซน (Naproxen)
ยิ่งไปกว่านี้ การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการรักษา หมออาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางปัสสาวะ ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามเนื้อบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วรวมทั้งเจ็บน้อยกว่า
การดูแลรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก และก็คงจะนำไปสู่แผลที่ท่อไตหรือการต่อว่าดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จนถึงไม่สามารถหลุดมาเองได้ แพทย์บางทีอาจต้องใช้การรักษาชนิดอื่นๆดังนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร รักษาด้วยการใช้เครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงทำให้นิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กๆจนสามารถผ่านออกทางการขับฉี่ได้ แนวทางแบบนี้คนไข้อาจรู้สึกปวดระดับปานกลาง แพทย์ก็เลยบางทีอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อคนไข้สงบหรือทำให้สลบแบบตื้น กระบวนการรักษาใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที และบางทีอาจมีผลใกล้กันให้ปัสสาวะเป็นเลือด มีแผลบวมช้ำข้างหลังช่องท้อง เลือดออกรอบบริเวณไตและอวัยวะรอบตัว รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเขยื้อนผ่านทางเท้าฉี่ออกมา การรักษาโรคนิ่วแนวทางนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจำเป็นต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือหลายคราว ไม่สามารถที่จะรับประกันผลการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปลอดนิ่วที่ 3 เดือนราวๆปริมาณร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร อาจใช้ตามหลังวิธีการใช้คลื่นเสียงแตกตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่ได้เรื่อง แพทย์บางทีอาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กและก็อุปกรณ์สอดเข้าไปบริเวณหลังของผู้ป่วย โดยพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1-2 วัน รวมทั้งมีประสิทธิภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. แพทย์บางทีอาจใช้กล้องถ่ายรูป Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดปัสสาวะรวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ แล้วก็ใช้วัสดุประเภทพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กกระทั่งสามารถถูกขับออกมาทางเดินปัสสาวะได้ เพื่อลดอาการบวมหลังผ่าตัดรวมทั้งช่วยทำให้หายเร็วขึ้น จึงอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดเยี่ยวด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาสำเร็จถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเป็นนิ่วเขากวางมีแขนงมากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร หมอมักพิจารณาเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานสูง มีการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ขึ้นมามากมายผิดปกติ รวมทั้งเป็นสาเหตุให้เกิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ไม่ดีเหมือนปกตินี้ถ้าเกิดมีสาเหตุมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังที่กล่าวถึงแล้วออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดนิ่วในไต

  • ทานอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วปริมาณสูงสม่ำเสมอดังเช่นว่า รับประทานอาหารมีออกซาเลตสูง ได้แก่ โยเกิร์ต ถั่วที่มีทรงเสมือนไต เป็นต้นว่า ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอควัวลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด และก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy แล้วก็จากพืชบางจำพวกเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก แล้วก็ถั่วชนิดมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินเยี่ยวทำ ให้มี เยี่ยวคั่งค้างด้านในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ เยี่ยว เกิดเพราะเหตุว่า คนไข้ดื่มน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าปกติ ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากมายทำ ให้เยี่ยวมีความเข้มข้นสูง จังหวะที่สารละลายในปัสสาวะจะตกผลึกจึงมีมากยิ่งขึ้น และ อาจเกี่ยวโยงกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนนำมาซึ่งเป็นนิ่วขึ้นได้ การออกกำลังกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ รวมทั้ง เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีจำนวนสิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดซิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ ปัสสาวะที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากอาจมีการกลายเป็นผลึกของกรดยูริค และก็ซีสทีน ส่วนฉี่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจเกิดการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส และคาบอเนต ซึ่งคนปกติ ในช่วง 06.00 น. ฉี่จะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในช่วง 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 ก็เลยมี โอกาสเกิดผลึกได้ทั้งผลึกกรดยูริค รวมทั้งผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางจำพวกที่ทำให้ภายในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงยิ่งกว่าธรรมดาได้แก่ โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีบทบาทควบคุมการทำงานของแคลเซียม) ทำงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงภายในร่างกาย
  • อาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี และก็แคลเซียมเสริมอาหารจำนวนสูงตลอด ด้วยเหตุนี้การกินวิตามินเกลือแร่กลุ่มนี้เสริมของกิน ควรขอความเห็นแพทย์ก่อนเสมอ
  • ยาบางประเภททำ ให้เกิดนิ่วได้เป็นต้นว่า ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่รับประทานอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดจากการตกขี้ตะกอนของแร่ธาตุต่างๆและก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย อย่างเช่น ถุงน้ำดี แล้วก็ ระบบฟุตบาทเยี่ยวของร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตัวเองเมื่อเป็นนิ่วในไตรวมทั้งเพื่อคุ้มครองนิ่วย้อนกลับไปเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้ว อาทิเช่น

  • ดื่มน้ำสะอาดมากมายๆอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรถ้าเกิดว่าไม่มีโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค แล้วก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นฉี่นาน รวมทั้งบากบั่นเคลื่อนร่างกายเสมอ
  • ทำตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • พินิจสีและก็รูปแบบของปัสสาวะเสมอเพื่อรีบเจอแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีความผิดปกติเกิด ขึ้นได้แก่ ขุ่นมากหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บเอาไว้แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปเจอหมอ เพื่อศึกษาทางห้องทดลองว่าเป็นนิ่วชนิดใด เพื่อการดูแลรักษารวมทั้งการดูแลตนเองได้ถูก ซึ่งเมื่อแพทย์เสนอแนะให้เก็บนิ่วมาให้หมอดู ควรฉี่ในกระโถนหรือปัสสาวะผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มน้ำอัดลม เพราะอาจทำให้ปริมาณของซิเทรดในฉี่ลดน้อยลง


การปกป้องคุ้มครองตนเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดเป็น 40-60 ปี รวมทั้งอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ เจอสูงถึงจำนวนร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การกระทำตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ควรจะดื่มน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากกว่า) หรือให้ได้ขนาดของปัสสาวะมากยิ่งกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ และก็ลดโอกาสการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเท้าปัสสาวะ
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมาก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในปัสสาวะ
  • ผู้เจ็บป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารประเภทผักและก็ผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะเหตุว่าเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยทำให้จำนวนสิเทรต โพแทสเซียม รวมทั้ง pH ของฉี่มากขึ้น และลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีคุณภาพ
  • กินไขมันจากพืชแล้วก็ไขมันจากปลา เนื่องจากว่าไขมันพวกนี้สามารถลดปริมาณแคลเซียมในฉี่ได้ดีกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆจึงช่วยลดจังหวะเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin แล้วก็กรดอินทรีย์หลายตัว เช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้ฉี่มีฤทธิ์เป็นกรด
  • สรรพคุณ: แบบเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การเรียนทางคลินิก: ลดระดับความดันโลหิต ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต ปัสสาวะสบายขึ้น ผู้เจ็บป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง


ขทาง Pluchea indica (L.) Less.

  • องค์ประกอบทางเคมี: เจอสารอนุพันธ์ของ eudesmane กรุ๊ป cauhtemone รวมทั้งเจอเกลือแร่ sodium chloride เนื่องด้วยชอบขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับปัสสาวะ อีกทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มกินรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับเยี่ยว แก้ฉี่ทุพพลภาพ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • สรรพคุณ ต้น แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ขับเยี่ยว ระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ  แก้ฉี่เป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับเยี่ยว แก้นิ่ว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินเยี่ยว นิ่วในไต เม็ด – ขับปัสสาวะ ราก – ขับฉี่


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • สรรพคุณ ราก – แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับเยี่ยว ผลสุก – ขับปัสสาวะ ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับเยี่ยว ทำให้ไตมีสุขภาพแข็งแรง จุก – ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แขนง – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • Sritippayawan S, Borvornpadungkitti S, Paeman

8

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แล้วก็ยังแพร่ระบาดได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก โดยทั่วไปจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาคือ 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี แล้วก็ 25-34 ปี เป็นลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจเจอได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วประเทศและก็เสียชีวิต 4 ราย และก็ในรอบ 5 ปีที่ล่วงเลยไปมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราป่วยสูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อสามัญชน 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มวัยมากกว่า 15 ปี โดยมีอัตราป่วยไข้เท่ากับ 487.13, 338.45 และก็ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนผู้เจ็บป่วยโรคอีสุกอีใสมีแนวโน้มสูงขึ้น แล้วก็ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนประชาชน รวมทั้ง 66.57 ต่อแสนประชากร ตามลำดับ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้มีการเกิดงูสวัด ที่แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางน้ำลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะก่อให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่เพิ่งจะติดโรคเป็นครั้งแรกรวมทั้งโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานชั่วชีวิต รวมทั้งผู้ป่วยโดยมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แต่ว่าเชื้ออาจหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท รวมทั้งได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
ลักษณะของโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆอ่อนล้าแล้วก็เบื่ออาหารนิดหน่อย ในผู้ใหญ่มักจับไข้สูง และก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัวเหมือนไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมเพียงกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ วันหลังจากจับไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ภายใน และก็มีอาการคัน ต่อมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อไป ๒-๔ วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว รวมทั้งแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย เจ็บคอ บางรายบางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นรวมทั้งตุ่มขึ้น ทำให้รู้ผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องจากว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกครั้งละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมทั่วร่างกาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และบางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ราษฎรก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าผู้เจ็บป่วยบางรายบางทีอาจยาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 สัปดาห์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียสอดแทรก กระทั่งกลายเป็นตุ่มหนองรวมทั้งกลายเป็นแผล)
                เพราะเหตุว่าโรคอีสุกอีใสยังอาจทำให้เกิดภาวะสอดแทรกขึ้นได้อีกตัวอย่างเช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดเชื้อโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ และก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะร้ายแรง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่ คนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ รวมทั้งผู้รับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงท้องที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการตั้งท้องอาจท่าให้เด็กในท้องพิการแต่ เกิดได้แต่เจอไม่บ่อย(น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 2) ถ้าเกิดเป็นตอนที่ครรภ์คุณแม่อาจมีอาการร้ายแรง แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อน เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และถ้าเกิดแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหน้าคลอด) ทารกแรกเกิดอาจรับเชื้ออีสุกอีใสและก็มีอาการรุนแรงถึงกับตายได้
เมื่อคนป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท รวมทั้งท่าให้กำเนิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดลง
วิธีการรักษาโรคอีสุกอีใส หมอจะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูรูปแบบของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปและก็อาการที่เกิดขึ้นอยู่กับคนเจ็บ ดังเช่นว่า มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดหัว แต่ว่าบางครั้งบางคราวที่บอกไม่ได้เด่นชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมถึงในคนไข้ที่เกิดผลกระทบแทรก หรือในกรณีจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ให้แจ้งชัด แพทย์จะกระทำการทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เพราะโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสการดูแลและรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยการใช้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง หากคนป่วยได้รับ ข้างใน 24 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น คนป่วยไม่นายสิบเป็นจำต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย หมอจะตรึกตรองให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะเข้าแทรกรุนแรงแค่นั้น อย่างเช่น

  • ถ้าพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก (กลายเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยายาปฏิชีวนะเพิ่มอีก ถ้าเป็นเพียงแต่ไม่กี่จุดก็บางทีอาจให้ประเภททา แต่ถ้าหากเป็นมากก็จะให้ชนิดรับประทาน
  • ถ้ามีลักษณะอาการแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งเจอได้น้อยมาก อย่างเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมากมาย อาเจียนมาก ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (ดีซ่าน) หรือมีสภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานบกพร่อง (ยกตัวอย่างเช่น เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับผู้ที่เป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นเสียแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว หมออาจให้ยาต้านทานไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้ออีสุกอีใส ปกป้องมิให้โรคลุกลามรุนแรง และก็ช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาด้านใน 24 ชั่วโมง ข้างหลังแสดงอาการจะได้ผลดีกว่าให้ตอนหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพราะเหตุว่าโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของคนเจ็บ ทั้งยังการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับคนไข้ การสัมผัสคนเจ็บหรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้เจ็บป่วยโดยมิได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งครบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมาก โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราวๆ 10 - 21 วัน รวมทั้งคนป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในช่วงราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลายาวนานกว่านี้ในผู้ใหญ่ ก็เลยเป็นต้นเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายและเสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสในการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกสิ่งของ ดังเช่นว่า ถ้วยน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เช็ดตัว ผ้าที่มีไว้ห่ม ที่พักผ่อน ที่เปรอะ ถูกตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยเข้าไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าวอีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานศึกษา สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักที่อาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นจะมีอุบัติการณ์กำเนิดสูงสุดในตอนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าจับไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เพราะเหตุว่ายานี้ อาจจะทำให้เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวการณ์สมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงประเภทหนึ่ง
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าคันมากให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา ผู้ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น และก็มานะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจทำให้มีการติดเชื้อโรคกลายเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าเกิดปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อยยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว บากบั่นทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามธรรมดา โดยเฉพาะบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองมิให้แพร่เชื้อให้บุคคลอื่น ระยะกระจายเชื้อติดต่อให้บุคคลอื่นหมายถึงตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นจนตราบเท่า 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนต่างๆโดยทั่วไปอาการ จะค่อยดีขึ้นกว่าเดิมได้เองภายใน 1-3 อาทิตย์ แต่ว่าหากพบว่ามีลักษณะอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุก โรคดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมากมาย อาเจียนมากมาย เจ็บทรวงอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรไปพบ หมอโดยด่วน
  • คนป่วยควรพักและดื่มน้ำมากๆอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนป่วยควรแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนกระทั่งพ้นระยะติดต่อ และแยกของใช้ของสอยส่วนตัวต่างๆตัวอย่างเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ถ้วยชาม ฯลฯ เพื่อเลี่ยงการแพร่ไปของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำมาจากสมุนไพร (ยกตัวอย่างเช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่นับว่าเป็นสิ่งที่ห้ามหรือทำให้เกิดผลกระทบต่อการดูแลและรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาธรรมดาได้ แถมยาเขียวยังช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและก็ช่วยลดช่องทางในการเกิดผลข้างเคียงเข้าแทรกจากการตำหนิดเชื้อโรค
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องจากโรคสุกใสสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นที่จะต้องแยกคนเจ็บออกมาจากเด็กเล็ก หญิงมีท้อง แล้วก็ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรให้ผู้ป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อคุ้มครองไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสหรือสนิทสนมกับคนเจ็บโรคอีสุกอีใส ถ้าหากจะต้องมีการปกป้องตนเองอย่างดี อาทิเช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยและก็ควรรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับคนป่วย ฯลฯ
  • ปัจจุบันนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาออกจะแพง (ประมาณเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดกาล ถ้าหากฉีดตอนโต ถ้าเกิดอายุน้อยกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ว่าถ้าเกิดอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ ข้างหลังฉีดวัคซีน ควรจะหลบหลีกการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดช่องทางเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงท้อง ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะแทรกร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) แม้ยังคลุมเคลือว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรขอความเห็นหมอ ตรวจดูว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้ายัง แพทย์บางทีอาจเสนอแนะให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีท้อง และก็ข้างหลังฉีดวัคซีนประเภทนี้ ควรจะคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถมีท้องได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป และก็ฉีดกระตุ้นอีกทีที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันขั้นต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนรู้ในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนทีแรก จะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่คุ้มครองป้องกันโรคได้ปริมาณร้อยละ 85และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับคนที่สัมผัสสนิทสนมกับคนป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล ถ้าเกิดจำเป็นจะต้องแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์ คนที่มีสภาวะภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว แล้วก็เด็กอ่อนที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 คราวหลังคลอด
  • วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในขณะนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ชนิด คือ Varilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำกว่า 1,000 PFU, และ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,400 PFU อีกทั้งตอนนี้ยังมีการผลิตวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ตัวอย่างเช่น วัคซีนรวมฝึกฝน-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จำต้องเจ็บตัวมากเพิ่มขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/ทุเลา ลักษณะโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียแตกต่างจากเพศผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีแก่กว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกตัวผู้มีสีส้นสด กระบวนการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตำหรือปั่นให้รอบคอบผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกปลั่งบ่อยๆจะช่วยทุเลาอาการคัน และก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณกล่าวว่า คุณประโยชน์ของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) รวมทั้ง นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุนั้น ก็เลยสามารถบรรเทาอาการโรคที่เกิดขึ้นจาก เชื้อไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินไป 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นเพียงพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้าตรู่ ช่วงเวลากลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้นกว่าเดิม
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำหลากยากระทั่งเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะดีขึ้นกว่าเดิม
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


9
อื่นๆ / สรรพคุณและประโยชน์ของขิง 65 ข้อ !
« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2017, 01:18:46 PM »

สรรพคุณและประโยชน์ของขิง 65 ข้อ !

  • ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็น ปริมาณมาก ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย
  • มีส่วนช่วยในการป้องกัน ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • ช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการ เยียวยามะเร็ง ดังนั้นควร อุปโภคขิงควบคู่ไปกับการ เยียวยามะเร็งจะเป็นผลดี
  • ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยในการขับเหงื่อ
  • ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นสด ๆ นำมาทุบให้แหลกประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มกับน้ำดื่ม
  • ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
  • ช่วย เยียวยาอาการปวดศีรษะและไมเกรน ด้วยการ กินน้ำขิงบ่อย ๆ
  • ช่วยลดความอยากของผู้ติดยาเสพติดลงได้
  • แก้ตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วนำมา บริโภค
  • ช่วย เยียวยาโรคความดันโลหิต ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำดื่ม
  • ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
  • ช่วย คลายอาการของโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นมัว (ดอก)
  • ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร ด้วยการ กินไก่ผัดขิง
  • มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, เหง้า) ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลีนำมาต้มกับน้ำ ดื่ม ก็จะได้เป็นยาขมเจริญอาหาร
  • ใช้ ดื่มเพื่อบำรุงเป็นยาธาตุ บำรุงธาตุไฟ (เหง้า, ดอก)
  • ใช้บำรุงน้ำนมของมารดา (ผล)
  • ช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างสบาย
  • การ อุปโภคขิงจะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง
  • ใช้แก้ไข้ (ผล) ด้วยการนำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย แล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง จะช่วย ลดอาการได้
  • ช่วยแก้หวัด บรรเทาอาการไอ บรรเทาหวัดจับเสมหะ ด้วยการใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือนิดหน่อย
  • ไอน้ำหอมระเหยจากน้ำขิงช่วยทำลายไวรัสหวัดในทางเดินหายใจได้
  • แก้ลม (ราก)
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการเมาหลังผ่าตัด น้ำขิงช่วยแก้เมาได้
  • ช่วยแก้อาการเมารถ เมาเรือได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ขิงสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำ ดื่ม (ไม่ต้อง กินน้ำตาม)
  • ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง หัวล้าน ด้วยการนำเหง้าสดไปผิงไฟจนอุ่น แล้วนำมาตำให้แหลก นำมาพอก แถวที่มีผมร่วง วันละ 2 ครั้งจนอาการดีขึ้น หรืออีกวิธีก็คือคั้นเอาเฉพาะน้ำขิงมาผสมกับน้ำมันมะกอกแล้วนำมาหมักผม นวดให้ทั่วศีรษะประมาณ 30 นาทีก็ช่วยลดปัญหาผมร่วงได้เหมือนกัน แถมยังช่วยให้ผมสวย แข็งแรง มีความนุ่มลื่น ไม่ขาดง่ายอีกด้วย
  • ช่วยบำรุงสายตา เยียวยาโรคเกี่ยวกับตา และใช้แก้อาการตาฟาง (ผล, ใบ)
  • ช่วย รักษาอาการตาแฉะ (ดอก)
  • ช่วยแก้โรคกำเดา (ใบ)
  • ใช้แก้อาการคอแห้ง เจ็บคอ (ผล)
  • ใช้ เยียวยาอาการปากคอเปื่อย ท้องผูก (เหง้า,ดอก)
  • ช่วย รักษาอาการปวดฟัน ด้วยการนำขิงแก่มาทุบให้ละเอียดคั่วกับน้ำสารส้มจนเกรียม แล้วบดจนเป็นผง จากนั้นนำมาพอก แถวฟันที่ปวด
  • แก้เสมหะ เสมหะขาวเหลว แถวมากมีฟอง (ผล, ราก)
  • ช่วย เยียวยาภาวะน้ำลายมาก อาเจียนเป็นน้ำใส
  • ช่วยลดกลิ่นปาก แก้อาการปากเหม็น ด้วยการนำขิงมาคั้นผสมน้ำอุ่นและเกลือเล็กน้อย นำมาอมบ้วนปาก ช่วยฆ่าเชื้อโรคในปากได้อีกด้วย
  • ช่วยบำรุง รักษาฟันและป้องกันการเกิดฟันผุ
  • ช่วยกำจัดกลิ่นรักแร้ ด้วยการใช้เหง้าขิงแก่นำมาทุบให้แหลก แล้วนำมาคั้นเอาน้ำมาทารักแร้เป็นประจำ จะช่วยกำจัดกลิ่นได้
  • ช่วยแก้อาการสะอึก ด้วยการใช้ขิงสดตำจนแหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำผสมกับน้ำผึ้งเล็กน้อย คนจนเข้ากันแล้วนำมาดื่ม
  • ช่วย รักษาโรคบิด (ผล, ราก, ดอก) ด้วยการใช้ขิงสดประมาณ 75 กรัม ผสมกับน้ำตาลแดง นำมาตำจนเข้ากัน แล้วรับประทาน 3 มื้อต่อวัน
  • ช่วยแก้อาการอาเจียน (เหง้า, ผล) ด้วยการนำขิงสดประมาณ 5 กรัมหรือขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ นำมาทุบให้แตกแล้วต้มกับน้ำดื่ม
  • ช่วยลดการคลื่นไส้อาเจียนจากการแพ้ท้อง (สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ควร ทานบ่อยมากจนเกินไป)
  • แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ (ผล, ราก, ใบ) ด้วยการนำขิงแก่มาทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว แล้วปิดฝาตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วนำน้ำมาดื่มระหว่างมื้ออาหาร
  • ช่วย บริโภคอาการปวดในช่วงก่อนหรือหลังประจำเดือน ด้วยการนำขิงแก่ที่แห้งแล้วประมาณ 30 กรัมมาต้มกับน้ำดื่มบ่อย ๆ
  • ช่วยในการย่อยอาหารได้อย่างมี ประสิทธิภาพ (ดอก)
  • ช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียด (เหง้า)
  • ช่วยในการขับถ่าย และช่วยในเรื่องของระบบลำไส้ให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  • ช่วยฆ่าพยาธิ พยาธิกลมจุกลำไส้ (ใบ) ใช้น้ำขิงผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาดื่ม
  • ช่วยแก้อาการขัดปัสสาวะ (ดอก, ใบ)
  • ช่วยรักษาปัสสาวะรดที่นอนในผู้ป่วยที่มีภาวะหยางพร่อง มีความเย็นในร่างกายเป็นเหตุ
  • ช่วยเยียวยาโรคนิ่ว (ใบ, ดอก)
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ใบ)
  • ช่วยรักษาอาการปวดข้อตามร่างกายด้วยการรับประทานขิงสดเป็นประจำ
  • มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • ใช้เป็นยาแก้คัน ด้วยการนำแก่นของขิงฝนทำเป็นยา (แก่น)
  • แก้ปัญหาหนังที่มือลอกเป็นขุย ด้วยการใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น แล้วนำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา ทิ้งไว้ 1 วัน แล้วนำแผ่นขิงมาถูแถวดังกล่าววันละ 2 ครั้ง
  • ช่วย เยียวยาแผลเริม แถวหลัง ด้วยการใช้เหง้า 1 หัว นำมาเผาผิวนอกจนเป็นถ่าน คอยปาดถ่านที่ผิวนอกออกไปเรื่อย ๆ แล้วนำผงที่ได้มาผสมกับน้ำดีหมูนำมาทา แถบที่เป็นแผล
  • หากถูกแมงมุมกัด ใช้ขิงสดฝานบาง ๆ นำมาวางทับ แถวที่ถูกกัดจะช่วย ลดอาการได้
  • ช่วย รักษาอาการมือเท้าเย็น กลัวหนาว เย็นท้อง เป็นต้น
  • ช่วยป้องกันการแพ้อาหารทะเลจนเกิดผื่นคัน ลมพิษ หรืออาหารช็อก
  • ช่วย รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการนำขิงสดมาตำให้แหลก แล้วนำกากมาพอก เยียวยาแผล เพื่อป้องกันการอักเสบและการเกิดหนอง
  • ในขิงมีสารที่ สามารถใช้กันบูดกันหืนในน้ำมันได้
  • ในด้านการประกอบอาหารนั้น ขิง อาจช่วยเพิ่มรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี และ อาจช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารได้ดีอีกด้วย
  • ในด้านความงามนั้นมีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของขิงอีกด้วย
  • ช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยการนำขิงสดมาขูดเป็นฝอยแล้วนำมานวด สามารถต้นขา ก้น หรือ อาจที่มีเซลลูไลต์จะช่วยลดความขรุขระของผิวได้อีกด้วย
  • ผลิตภัณฑ์จากขิงนั้นนำมาแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น บัวลอยน้ำขิง ขิงแช่อิ่ม ขิงเชื่อม ขิงกระป๋อง ขิงแคปซูล น้ำขิงมะนาว เป็นต้น


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณขิง

10
อื่นๆ / สรรพคุณของเหง้าขิง
« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2017, 09:21:37 AM »

สรรพคุณของเหง้าขิง
เป็นยาอายุวัฒนะ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย ป้องกันและต่อต้านการเกิดมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการเยียวยามะเร็ง ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน แก้หอบไอ ขับเสมหะ แก้บิด เจริญอากาศธาตุ กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ขับเหงื่อ ลดความอ้วน ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล รักษาอาการปวดศีรษะและไมเกรน ลดความอยากของผู้ติดยาเสพติด แก้ตานขโมย เยียวยาโรคความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจให้แข็งแรง ฟื้นฟูร่างกายสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร บำรุงธาตุไฟ ช่วยให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง ไอระเหยจากน้ำขิงช่วยทำลายไวรัสหวัดในทางเดินหายใจได้ บรรเทาแก้เมาในผู้ป่วยที่เมาหลังผ่าตัด แก้อาการเมารถ เมาเรือได้ แก้ปัญหาผมร่วง หัวล้าน รักษาอาการปวดฟัน เยียวยาภาวะน้ำลายมาก อาเจียนเป็นน้ำใส ลดกลิ่นปาก แก้อาการปากเหม็น ฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก บำรุงรักษาฟัน และป้องกันฟันผุ ช่วยกำจัดกลิ่นรักแร้ แก้อาการสะอึก เยียวยาบิด รักษาอาการมือเท้าเย็น กลัวหนาว เย็นท้อง เยียวยาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
 
สรรพคุณของต้นขิง
ขับลมให้ผายเรอ แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง แก้อาการร้อนใน
สรรพคุณจากใบขิง
บำรุงกำเดา แก้ฟกช้ำ แก้นิ่ว แก้ขัดปัสสาวะ แก้โรคตา ฆ่าพยาธิ บำรุงสายตารักษาโรคเกี่ยวกับตาและใช้แก้อาการตาฟาง
สรรพคุณจากดอกขิง
แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ รักษาอาการตาแฉะ เยียวยาอาการปากคอเปื่อย ท้องผูก
สรรพคุณจากรากขิง
แก้แน่น เจริญอาหาร แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิด
สรรพคุณจากผลขิง
บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ
สรรพคุณจากแก่นขิง
ฝนทำยาแก้คัน
 
วิธีการนำไปใช้ขิง
1.แก้ร้อนใน : ลำต้นขิงสดๆ ทุบให้แหลกแล้วต้มน้ำกิน

  • เยียวยาอาการปวดหัว ไมเกรน : ดื่มน้ำขิงบ่อยๆ


3.แก้ตานขโมย : นำขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วนำมาบริโภค

  • รักษาโรคความดันโลหิตสูง: นำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำแล้วกิน


5.เจริญอาหาร : นำเหง้าสด 1 องคุลี มาต้มน้ำดื่ม
6.แก้ไข้ : นำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำ ½ ถ้วยผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชานำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง
7.แก้หวัด บรรเทาอาการไอ บรรเทาหวัดจับเสมหะ : ใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือนิดหน่อย แล้วนำมาดื่มกิน
8.แก้เมารถ เมาเรือ : ขิงสดตำให้แหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำมาดื่ม (ห้ามกินน้ำตาม)
 
9.แก้ปัญหาผมร่วง หัวล้าน : นำเหง้าสดไปผิงไฟจนอุ่น แล้วนำมาตำให้แหลกนำมาพอกแถวที่ผมร่วงวันละ 2 ครั้ง หรือ คั้นเอาเฉพาะน้ำขิงมาผสมกับน้ำมันมะกอกแล้วนำมาหมักผมนวดให้ทั่วศีรษะ ทั้งไว้ 30 นาที จะแก้ผมร่วง ผมสวย แข็งแรง นุ่มลื่น ไม่ขาดง่าย

  • รักษาอาการปวดฟัน : นำเหง้าแก่มาทุบให้ละเอียด คั่วกับน้ำสารส้มจนเกรียม แล้วบดจนเป็นผง จากนั้นนำมาพอกแถบที่ปวด


11.ฆ่าเชื้อโรคในช่องปาก ลดกลิ่นปาก แก้ปากเหม็น : นำขิงมาคั้นผสมน้ำอุ่น และเกลือเล็กน้อย นำมาอมหรือป้วนปาก จะช่วยฆ่าเชื้อในปากได้
กำจัดกลิ่นรักแร้ : นำเหง้าขิงแก่นำมาทุบให้แหลก แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำมาทารักแร้เป็นประจำ
12.แก้อาการสะอึก : นำขิงสดตำให้แหลก คั้นเอาน้ำผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย คนให้เข้ากันแล้วนำมากิน

  • เยียวยาบิด : ขิงสดประมาณ 75 กรัม ผสมน้ำตาลแดง ตำจนเข้ากัน แล้วทาน 3 มื้อต่อวัน


14.แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ : นำขิงแก่มาทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้วแล้วปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที แล้วนำมาดื่มระหว่างมื้ออาหาร
15.แมงมุมกัด : ขิงสดฝานบางๆ แล้วนำมาวางทับแถวที่ถูกกัด

  • รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก : นำขิงสดมาตำให้แหลก แล้วนำกากมาพอกแผล ป้องกันการอักเสบและเกิดหนอง


11
อื่นๆ / วิธีทำน้ำขิง
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2017, 04:09:15 PM »

วิธีทำน้ำขิง

  • วิธีทำน้ำขิงขั้นตอนแรกให้เตรียมส่วนผสมดังนี้ ขิงแก่ 1 กิโลกรัม / น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง / น้ำสะอาด 3 ลิตร
  • นำขิงที่ได้ไปล้างให้สะอาด นำมาทุบให้แตก แล้วนำมาใส่ในหม้อต้ม เติมน้ำสะอาดลงไป ยกขึ้นตั้งไฟ
  • เมื่อต้มจนน้ำเดือดแล้วค่อยเบาไฟลง เคี่ยวประมาณ 20 นาทีจนน้ำขิงละลายออกมาจนหมด (น้ำจะเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ) แล้วยกลงจากเตา
  • เสร็จแล้วให้ตักน้ำขิงใส่แก้ว เติมน้ำตาลทรายแดงลงไป 1-2 ช้อนชา (ตามความต้องการ) แล้วคนจนเข้ากัน
  • เรียบร้อยแล้วก็ อาจนำมา ดื่มได้ โดยนำมาดื่มแบบร้อน ๆ ได้เลย
  • หรือจะกินแบบเย็น ๆ ด้วยการใส่น้ำแข็งลงไปก็ได้เช่นกัน แต่ควรเติมน้ำตาลมากกว่า 2-3 เท่า (จะช่วยไม่ให้รสจืดมากเกินไป เพราะมีน้ำแข็งผสมอยู่นั่นเอง)
  • น้ำขิงที่คั้นมานั้นไม่ควรใช้ ปริมาณที่เข้มข้นจนเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะจะไประงับการบีบตัวของลำไส้ จนทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ดังนั้นควรคั้นใน จำนวนน้อย ๆ หรือ กินจนชินก่อน


เรามักจะรู้จักคุ้นเคยกับขิงว่าเป็นอาหารที่ นิยมนำมาใช้ในการประกอบอาหารและทำเครื่องดื่ม ซึ่งจริง ๆ แล้วขิงจัดเป็นสมุนไพรไทยที่ช่วยการบำบัด เยียวยาโรคต่าง ๆได้สารพัด ถือว่าเป็นตัวช่วยในการ เยียวยาโรคได้เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ควรจะหวังพึ่งสรรพคุณของขิงเพียงอย่างเดียวในการบำบัด รักษาโรค ควรจะทำอย่างอื่นหรือดูแลสุขภาพของเราร่วมด้วยจะได้ผลดีนักแล
เรามัก ชอบใช้ขิงแก่ เพราะยิ่งแก่จะยิ่งให้ความเผ็ดร้อน จึงมี ประโยชน์ทางยาที่มากกว่าขิงอ่อน และยังมีใยอาหารมากขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากขิงมีรสเผ็ด มี ประโยชน์อุ่น จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีความร้อนภายในร่างกายอยู่แล้ว เช่นผู้ที่เหงื่อออกมาก เหงื่อออกเวลากลางคืน ตาแดง หรือมีไฟในตัวมากกว่าปกติ แต่ถ้าจะ บริโภคควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

Tags : ขิง

12
อื่นๆ / ลักษณะขิง
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2017, 02:55:59 PM »

ลักษณะขิง
เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีนวลมีกลิ่นหอมเฉพาะ แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบ เป็นลักษณะใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันเป็นสองแถว ใบรูปหอกเกลี้ยงๆ กว้าง 1.5 - 2 ซม. ยาว 12 - 20 ซม. หลังใบห่อจีบเป็นรูปรางนำปลายใบสอบเรียวแหลม โคนใบสองแคบและจะเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม ตรงช่วงระหว่างกาบกับตัวใบจะหักโค้งเป็นข้อศอก ดอก สีขาว ออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ แทงขึ้นมาจากเหง้า ชูก้านสูงขึ้นมา 15 - 25 ซม. ทุกๆ ดอกที่กาบสีเขียวปนแดงรูปโค้งๆ ห่อรองรับ กาบจะปิดแน่นเมื่อดอกยังอ่อน และจะขยายอ้าให้ เห็นดอกในภายหลัง กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอก มีอย่างละ 3 กลีบ อุ้มน้ำ และหลุดร่วงไว โคนกลีบดอกม้วนห่อ ส่วนปลายกลีบผายกว้างออกเกสรผู้มี 6 อัน ผล กลม แข็ง โต วัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ซม.
ขิงขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า ปลูกในดินร่วนซุยผสมปุ๋ยหมัก หรือดินเหนียวปนทราย โดยยกดินเป็นร่องห่างกัน 30 เซนติเมตร ปลูกห่างกัน 20 เซนติเมตร ลึก 5 - 10 เซนติเมตร ขิงชอบขึ้นในที่ชื้นมีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังอาจโดนโรค และการขยายพันธุ์โดยการเพาะปลูกเลี้ยง ซึ่งอาจเป็นการลงทุนสูงแต่คุ้มค่าและจะได้พันธุ์ที่ปลอดเชื้อ เพราะส่วนใหญ่โรคที่พบมักติดมากับท่อนพันธุ์ขิง
ขิงมีอยู่หลายชื่อ ตามแต่ละถิ่น ได้แก่ ขิงแกลง, ขิงแดง จันทบุรี , ขิงเผือกเชียงใหม่, สะเอ เเม่ฮ่ฮงสอน ,ขิงบ้าน,ขิงแครง,ขิงป่า,ขิงเขา, ขิงดอกเดียว (ภาคกลาง), เกีย (จีนแต้จิ๋ว)
ลักษณะทั่วไป
ขิง (Ginger) เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน มีเนื้อสีนวลกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นชนิดใบเดี่ยว รูปหอกเกลี้ยงๆ เรียบสลับกันเป็นสองแถว มีดอกสีขาวออกรวมกันเป็นช่อรูปเห็ดหรือกระบองโบราณ ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า ชอบขึ้นในที่ชื้นระบายน้ำดี มีชื่อเรียกไปตามแต่ละท้องที่ เช่น ขิงแกลง ขิงแดง(จันทบุรี) ขิงเผือก(เชียงใหม่) สะเอ(แม่ฮ่องสอน) ขิงบ้าน ขิงแครง ขิงป่า ขิงเขา ขิงดอกเดียว(ภาคกลาง) เกีย(จีนแต้จิ๋ว)
ขิงมีสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินเอและอีกมากมาย ขิงมีฤทธิ์อุ่น และในทางยาชอบใช้ขิงแก่ เพราะขิงยิ่งแก่จะยิ่งเผ็ดร้อนและมีใยอาหารมาก

13
อื่นๆ / ประโยชน์ของขิง
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2017, 09:30:11 AM »

ประโยชน์ของขิง
 
 + ลดอาการท้องอืด
 หากคุณรู้สึกท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อยให้จิบชาน้ำขิงหรือ กินขิงสดจะทำให้คุณรู้ดีขึ้น หรือถ้าหากคุณเกิดอาการท้องอืดจากการกินถั่วละก็ คราวหน้าลองฝานถั่วบาง ๆ ลงไปในอาหารที่มีถั่ว นั่นก็จะช่วยลดอาหารท้องอืดได้เช่นกันค่ะ เพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ทำให้ อาการท้องอืด คลายลงได้
 
 + ช่วยลดอาการไมเกรน
  จากการ ค้นพบพบว่า การ อุปโภคขิงตอนที่อาการไมเกรนใกล้กำเริบนั้น จะช่วยทำให้ความเจ็บปวดจากอาการไมเกรนลดลงได้ เพราะขิงจะไปช่วยสกัดการฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีการ ค้นหาอื่น แสดงให้เห็นอีกว่าขิง อาจช่วย เยียวยาอาการไขข้ออักเสบ โดยพบว่าผู้ที่มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรครูมาตอยด์มีอาการลดลงเมื่อ อุปโภคขิงผงเป็นประจำทุกวัน
 
+ ช่วยป้องกันมะเร็ง
 ขิงมี ประโยชน์ในการช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยมีการศึกษาพบว่าขิงช่วยทำให้เซลล์มะเร็งภายในรังไข่ตาย เพราะในขิงมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นเอนไซม์กลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีขิงเป็นส่วนประกอบยังช่วยลดอาการอักเสบในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
 
 + ช่วย ลดอาการคลื่นไส้
 
           ขิง สามารถ คลายอาการคลื่นไส้ได้ โดยชาวเอเชียนั้นมักจะใช้ขิงในการช่วย ลดอาการเมารถ หรือเมาเรือ นอกจากนี้ยังมีหลายการ ศึกษาพบว่าขิง สามารถช่วยป้องกันและ ลดอาการอาเจียนหลังจากการผ่าตัดและยังช่วย ลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้ารับเคมีบำบัดได้อีกด้วย
 
 + ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
 มีการ ค้นหาใหม่พบว่า ขิงผงนั้น สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 แต่ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน รับประทานขิงร่วมกับยา เพราะขิงอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้ เยียวยาได้ และควรติดตามผลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพราะหาก กินขิงมากเกินไปก็อาจจะทำให้ระดับอินซูลินลดลงมากเกินไปจนอยู่ในขีดอันตรายได้

14
อื่นๆ / ขิงดอง สรรพคุณดีก็มีนะ รู้ยัง?
« เมื่อ: สิงหาคม 07, 2017, 05:49:43 PM »

ขิงดอง สรรพคุณดีก็มีนะ รู้ยัง?
 เราอาจจะเคยได้ยินกันมาว่าการทานของหมักดองไม่ดีกับสุขภาพ แต่ต้องขอยกเว้นไว้สำหรับขิงดองค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วแม้ขิงดองจะเป็นอาหารที่ผ่านการหมักด้วยน้ำส้มสายชู แต่เรื่องคุณสมบัติ และสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ขิงดองก็มีดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขิงสด ๆ เลยล่ะค่ะ ซึ่งสรรพคุณของขิงดองมีดังนี้
 
ช่วยแก้อาการเมาเรือ เมารถ และอาการแพ้ท้อง
 เนื่องจากขิงดองเป็นอาหารที่มีกลิ่นแรงอีกทั้งยังมีรสชาติเผ็ดอมเปรี้ยว เลยทำให้กลายเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเมาเรือ เมารถ และสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะมีอาการแพ้ท้อง เอาไว้บริโภคเวลาที่รู้สึกคลื่นไส้ เพราะจะช่วยคลายอาการได้ค่ะ ไม่ต้องพึ่งยาแก้เมา หรือยาแก้แพ้ท้อง ลองใช้ขิงดองดูนี่ล่ะค่ะ เด็ด !
 ช่วยล้างปากเวลารับประทานอาหาร
 สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าทำไมเวลาไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นแล้วบนจานอาหารญี่ปุ่นจะมีขิงดอง คำตอบก็คือขิงดองเหล่านั้นมีไว้อุปโภคล้างปากค่ะ โดยส่วนใหญ่ในการรับประทานอาหารญี่ปุ่น จะทานขิงดองตามเข้าไปหลังจากรับประทานอาหารจานนั้นหมดแล้ว เพื่อไม่ให้รสชาติอาหารจานเดิมติดอยู่ในปากจนทำให้รู้สึกเลี่ยนและบริโภคจานต่อไปไม่ไหว อีกทั้งยังทำให้ลิ้มรสอาหารจานต่อไปได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
โซเดียมต่ำ
 แม้ขิงดองจะมีรสจัด แต่น่าแปลกที่ขิงดองเป็นอาหารที่มีโซเดียมต่ำมากเมื่อเทียบกับอาหารหมักดองประเภทอื่น ๆ เมื่อนำมากินแล้วก็ทำให้ไม่ต้องกังวลกับปริมาณโซเดียม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงลงไปได้อีกเยอะเลย

15
อื่นๆ / ขิงกับประโยชน์ต่อสุขภาพ
« เมื่อ: สิงหาคม 07, 2017, 11:54:09 AM »

ขิงกับประโยชน์ต่อสุขภาพ
แพทย์แผนโบราณทั่วโลกรู้จักใช้ขิงให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน และมีการใช้สรรพคุณจากขิงมาอย่างยาวนาน โดยการจัดให้ขิงเป็นพืชรสเผ็ดอุ่น ช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน บำรุงกระเพาะอาหาร และลดคอเลสเตอรอลที่สะสมในเส้นเลือดและตับ
จากความรู้เหล่านี้เองที่ทำให้การรักษาโรคด้วยขิง กลายมาเป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ แบบรุ่นสู่รุ่น และมีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน ลองมาดูกันว่า รับประทานขิงเป็นยาดีต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง
ขั้นตอนวิธีการปลูกขิง
ขิงมีประโยชน์ทั้งต่อสุขภาพและความงามครอบจักรวาล หากบ้านไหนมีสวนครัวอยู่หลังบ้าน หรือกำลังสนใจขยายพันธุ์ผักสวนครัว ต้องไม่ลืมที่จะปลูกขิงติดบ้านเอาไว้
ด้วยสรรพคุณของขิงที่มีมากมายมหาศาล การมีขิงสดๆ ติดบ้านเอาไว้ใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน หรือจะขยันเพาะเพื่อเพิ่มรายได้ก็น่าสนใจไม่น้อย
เราขอแนะนำวิธีการขยายพันธุ์ขิงโดยสังเขป ข้อมูลจากคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่
พันธุ์ที่ใช้ปลูก
ขิงไทย
ขิงที่ชอบขยายพันธุ์ในบ้านเรามีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น ขิงขาว ขิงมาเลย์ ขิงไทย ขิงเผ็ด ขิงเล็ก หรือขิงดำ ขิงจำพวกนี้มีประเภทที่เห็นชัดคือมีข้อถี่ แง่งขิงมีขนาดเล็กและสั้น แง่งเบียดกันชิดมาก มีเสี้ยนมาก รสชาติค่อนข้างเผ็ด
ขิงใหญ่ ขิงหยวก หรือขิงขาว
ขิงคุณสมบัตินี้มีข้อห่าง แง่งขิงมีขนาดใหญ่ ไม่เบียดกันชิด เนื้อละเอียด มีเสี้ยนน้อยมาก หรือไม่มีเสี้ยน รสเผ็ดน้อย ขิงสดที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไป ส่วนมากมักเป็นขิงลักษณะนี้
ขิงเล็กหรือขิงเผ็ด
จะมีแง่งเล็ก สั้น ข้อถี่ เนื้อมีเสี้ยนมาก รสค่อนข้างเผ็ด ชนิดของตาที่ปรากฏบนแง่งค่อนข้างแหลม แตกแขนงดี นิยมปลูกเป็นขิงแก่ เพราะได้นำหนักดี ใช้ทำเป็นพืชสมุนไพรประกอบทำยาเยียวยาโรคและสกัดทำน้ำมัน
การเก็บรักษาท่อนพันธุ์
แง่งขิงที่ขุดขึ้นมาแล้วควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ก่อนเก็บให้นำท่อนพันธุ์มาจุ่มลงในน้ำยาเคมี เพื่อป้องกันเชื้อราและแมลงศัตรูขิง สารเคมีที่ใช้อาจใช้ยาพวก ไดโฟลาแทน 80 หรือแมนเซท-ดี ผสมน้ำในอัตรา 2-4 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือใช้เบนเลทผสมน้ำในอัตรา 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บก็ได้ โดยมีวิธีการดังนี้
เลือกพันธุ์ขิงที่มีอายุ 10-12 เดือน ข้อถี่ แง่งใหญ่ กลมป้อม ตาเต่ง เนื้อขิงไม่นิ่ม ผิวเป็นมัน
ตัดท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์เท่านั้น (ปราศจากร่องรอยการทำลายของโรคและแมลง)
เมื่อจะตัดท่อนพันธุ์ขิงในแง่งหนึ่งๆ ต้องทำความสะอาดมีดที่ใช้ตัดทุกครั้ง โดยแช่ไว้ในแอลกอฮอล์หรือคลอร็อกซ์ เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อโรค เพราะถ้านำมีดที่ตัดแง่งขิงที่เป็นโรคไปใช้ตัดท่อนพันธุ์ดี จะทำให้พันธุ์ขิงดีติดเชื้อโรคได้
ตัดขิงพันธุ์เป็นท่อนๆ ให้แต่ละท่อนมี 2-3 ตาเท่านั้น จะใช้พันธุ์ขิงประมาณ 300 กก.ต่อไร่
ใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดเพลี้ยหอย เช่น มาลาไทออน ผสมสารป้องกันกำจัดโรครา เช่น เดลซีนเอ็มเอกซ์ หรือไดเทนเอ็น 45 โดยใช้อัตรา 2 เท่าที่ใช้พ่นทางใบ แช่ท่อนพันธุ์ประมาณ 15-30 นาที แล้วนำไปผึ่งให้แห้งก่อนนำไปเพาะปลูก

หน้า: [1] 2