แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Calendar2018

หน้า: [1]
1
ปัจจุบันพนักงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่จะมีแผนคุ้มครองสุขภาพทั้งประกันสังคมและประกันกลุ่มของบริษัท แต่หลายคนอาจสับสนว่าหากเกิดเจ็บป่วย ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลควรใช้ความคุ้มครองไหนดี แล้วทั้งสองตัวนี้แตกต่างกันอย่างไร มาทำความเข้าใจกันดีกว่า

ประกันสังคม เป็นประกันภาคบังคับที่นายจ้างต้องดำเนินการให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นหลักประกันให้กับผู้มีรายได้ และผู้มีรายได้ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนปประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอถึงจะได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลตามความคุ้มครองของสิทธิประกันสังคม

ส่วนประกันกลุ่มนั้น ทางบริษัทจัดทำให้กับพนักงานเพื่อช่วยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้แต่ละบริษัทจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับค่าเบี้ยประกันและจำนวนพนักงาน โดยประโยชน์จากประกันกลุ่มจะให้ความคุ้มค่าและทางเลือกที่มากกว่าประกันสังคมตรงที่สามารถเลือกโรงพยาบาลเอกชนและรัฐบาล ซึ่งผู้รับสิทธิ์สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความสะดวกและตามเงื่อนไขของประกันกลุ่มว่ามีโรงพยาบาลเอกชนใดที่เข้าร่วมสิทธิ์บ้าง อีกทั้งประกันกลุ่มยังให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเจ็บป่วยเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกขึ้นอยู่กับวงเงินการรักษาพยาบาลจากประกันกลุ่ม

เมื่อเราเจ็บป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยปกติแล้วจะสามารถเบิกประกันสังคมได้อย่างเดียว (ยกเว้นผู้ที่มีประกันสุขภาพส่วนตัว) แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของประกันสังคมนั่นก็คือ ความล่าช้าในการบริการ รวมถึงคุณภาพการบริการที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ประกันสุขภาพหรือจ่ายเองมากกว่า

ดังนั้นการมีประกันกลุ่มถือเป็นตัวช่วยในการรักษาพยาบาลที่คุ้มครองค่ารักษาได้เทียบเท่าประกันสุขภาพ ทั้งยังสามารถเลือกใช้โรงพยาบาลเอกชนได้ แต่ก็ต้องแบกรับส่วนต่างในกรณีที่เกินจากวงเงินกำหนดไว้ ฉะนั้นเลือกใช้สิทธิ์ที่คุ้มครองผลประโยชน์อย่างคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด

ชับบ์ ไลฟ์ | ใส่ใจทุกรายละเอียดของชีวิต

2
อื่นๆ / 6 ปัจจัยเสี่ยง โรคไตร้ายแรง
« เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2018, 02:14:31 PM »
โรคไตพบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้ป่วยในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น 10 - 20% ต่อปี ทั้งนี้ในปัจจุบันมีคนไข้ที่ต้องฟอกเลือดและล้างไตช่องท้องทั่วประเทศถึง 50,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยสำหรับผู้ป่วยโรคไตที่กำลังจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเป็นโรคไต มาดูกัน

1. กรรมพันธุ์ โรคไตบางชนิดเป็นกรรมพันธุ์ เช่น โรคไตในถุงน้ำ ใครที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นโรคไตชนิดนี้ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคไต นอกจากนี้ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคไต อาจเกิดจากอาหารการกินภายในครอบครัวที่มีลักษณะการทานอาหารคล้ายกันก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคไตได้

2. ความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงนั้นจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ทั้งหัวใจ หลอดเลือด ไต สมอง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในระยะหลังๆ จะส่งผลทำให้ไตเสื่อมลง จนทำให้เกิดอาการไตวายจนกลายเป็นสาเหตุของการเกิดไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไตวายก็อาจเกิดความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน

3. โรคเบาหวาน สาเหตุของไตวายเรื้อรังจากผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงที่หลอดเลือดของไต ส่งผลให้เกิดไตเสื่อมและไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

4. ความอ้วน คนที่เป็นโรคอ้วนจะมีเมตาบอริสซึมสูงกว่าคนปกติ เกิดของเสียต่างๆ ในร่ายกายมาก ทำให้ไตทำงานหนัก ท้ายที่สุดอาจเกิดไตวายได้

5. อายุ โดยเฉลี่ยผู้ป่วยโรคไตนั้นจะอยู่ที่ช่วงอายุหลัง 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากอายุการทำงานของไตเริ่มเสื่อม การรับประทานยาหรือฉีดยาต่างๆ ที่มีพิษต่อไตก็จำเป็นต้องลดลงไปด้วย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการไตวายได้

6. ยา คนที่ทานยาสมุนไพรเป็นประจำ ไม่ว่าจะสมุนไพรไทย สมุนไพรจีนและยาบางชนิด หากทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตด้วย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตดังกล่าว ควรพยายามหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการรับประทานยา อาหารที่มีโซเดียมและโปรตีนสูง นอกจากการดูแลตัวเองแล้ว เลือกให้ชับบ์ ไลฟ์ช่วยดูแลคุณด้วยประกันโรคร้ายแรง ในกรณีที่ตรวจพบและได้รับการยืนยันจากแพทย์ ทางบริษัทเพิ่มความคุ้มครองทางการรักษาพยาบาล ให้คุณหมดกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว


3
สมัยนี้การทำงานที่บ้าน เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง ไม่ต้องเจอรถติด มลพิษ และความวุ่นวายในสังคม แถมมีอิสระกว่างานประจำเป็นอาชีพที่หลายๆ คนให้ความสนใจ แต่งานฟรีแลนซ์ก็ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เพราะฟรีแลนซ์เองก็ต้องทำงานไม่ต่างจากพนักงานประจำ เผลอๆ อาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ มาดูกันว่าอาชีพฟรีแลนซ์พบเจออะไรบ้างในแต่ละวัน

1. ลูกค้า
สิ่งแรกของการทำฟรีแลนซ์ก็คือ การสร้างคอนเน็คชั่นหรือการพบปะลูกค้า โดยที่ต้องมีการวางแผน ตัดสินใจ หากเป็นคนขายของเป็น พูดเก่งแล้วละก็คงจะชอบใจเลยทีเดียว แต่หากใครเป็นคนพูดไม่เก่งหรือไม่ค่อยกล้าตัดสินใจงานนี้จะทำให้ต้องพัฒนาตัวเองให้มีความมั่นใจ พูดจาฉะฉาน และกล้าตัดสินใจให้เด็ดขาด จะช่วยให้มีคอนเน็คชั่นและงานต่อๆ ไปตามมาแน่นอน

2. งานและงาน
การทำงานโดยส่วนมากต้องมีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นแน่นอน ทางที่ดีควรตกลงกับลูกค้าให้ชัดเจนก่อนว่าสามารถแก้ไขงานได้กี่ครั้ง งานแต่ละชิ้นมีขอบเขตในการแก้ไขเท่าไหร่ เพื่อที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างราบรื่นและสบายใจ ไม่ต้องมานั่งหัวปั่นแก้งานครั้งแล้วครั้งเล่า

3. งานหาย
เมื่อไม่ได้ทำงานประจำ ปัญหาอย่างหนึ่งที่ตามมาคือ บางเดือนที่ไม่มีงานเข้า เราจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร หรือในกรณีที่มีการจ่ายเงินล่าช้า การหารายได้เสริมในทางอื่นๆ  ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เรามีเงินเข้ามาใช้จ่ายในเดือนที่ไม่มีงานได้ ที่สำคัญต้องมีการวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และควรมีเงินสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉินขึ้นด้วย

4. ไม่มีเพื่อนร่วมงาน
การทำงานฟรีแลนซ์โดยส่วนมากที่รับงานคนเดียว ไม่ได้มีทีมที่ร่วมกันทำโปรเจคใดๆ  อาจฟังดูเหงาๆ ระหว่างวันไม่มีเพื่อนร่วมงานมานั่งพูดคุยกัน การออกงานตามอีเวนท์ต่างๆ หรือการเปลี่ยนบรรยากาศการนั่งทำงานที่ร้านกาแฟ ก็น่าจะช่วยทำให้เราได้รู้จักคนมากขึ้นแถมเป็นการเพิ่มคอนเน็คชั่นดีๆ หาลูกค้าได้อีกด้วย

5. ไม่มีเบิกค่ารักษาพยาบาล
การทำงานบริษัทหรือองค์กรต่างๆ เวลาไม่สบายใดๆ ก็สามารถใช้ประกันสังคมหรือสวัสดิจากบริษัทเพื่อหาหมอได้ แถมยังยื่นลาป่วยขอพักผ่อนก็ได้ แต่ทำงานฟรีแลนซ์ก็อาจไม่มีวันหยุด ต้องทำงานส่งให้ทันเด็ดไลน์ของงาน เมื่อเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาก็ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากไม่มีสวัสดิการสังคมหรือสวัสดิการจากบริษัทใดๆ นอกจากการทำประกันสุขภาพด้วยตัวเอง ดังนั้นจำเป็นต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี อย่าให้เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ เพราะจะทำให้รายได้ขาดหายไปด้วย

เนื่องจากทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบเพื่อตอบสนองปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลมากมาย หนึ่งในนั้นที่เหมาะสำหรับเหล่าอาชีพฟรีแลนซ์เลยก็คือ ประกันชดเชยรายได้ จาก ชับบ์ ไลฟ์  เมื่อต้องหยุดงาน ผู้เอาประกันจะได้รับเงินเป็นายวันตามจำนวนวันที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ บริษัทประกันฯ จะช่วยแบ่งเบาภาระการหารายได้ในวันที่ต้องเข้ารักษาตัวและไม่สามารถทำงานได้

สนใจข้อมูลและรายละเอียดของประกันชดเชยรายได้ ได้ที่นี้  http://life.chubb.com/th

4
หลายๆ คนน่าจะเคยประสบปัญหาในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ จะซื้อประกันสุขภาพทั้งที  'ซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี?'  ก่อนอื่นอันดับแรกของการซื้อประกันสุขภาพนั้นต้องคำนึงถึงหลักคิดต่างๆ  การซื้อประกันสุขภาพมีหลักคิดยังไง?

หลักในการทำประกันสุขภาพ

1. สำรวจค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราต้องการใช้บริการ

โรงพยาบาลที่เราเลือกเบื้องต้น ควรจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้ที่ทำงาน เพราะเมื่อเจ็บป่วย หรือเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไปรักษาตัวได้รวดเร็ว (ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐอาจจะต้องรอคิว) โดยค่าใช้จ่ายที่เป็นค่ารักษาหลักๆที่เราควรจะสำรวจก็คือ ค่าห้อง / ค่าผ่าตัดใหญ่ / ค่ารักษาโรคร้ายแรง (เช่น มะเร็ง, หลอดเลือดหัวใจตีบ, เส้นเลือดในสมองแตก) อย่างไรก็ตาม ระดับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลที่เราเลือก ก็ควรสอดคล้องกับฐานะความเป็นอยู่ของเราด้วยนะครับ เพื่อที่เราจะได้จ่ายค่าเบี้ยได้เหมาะสม และวงเงินค่ารักษาจะได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เราจะได้ไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก (ถ้าเป็นไปได้)

 

2. สำรวจอาชีพการงานของเรา และสวัสดิการรักษาพยาบาลที่เรามีอยู่

อาชีพที่เราทำ มีผลต่อความจำเป็นในการทำประกันสุขภาพ และสวัสดิการค่ารักษาที่มีอยู่ เช่น คนที่ทำงานอิสระ มีอาชีพค้าขาย หรือคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ  ควรจะต้องทำประกันสุขภาพส่วนตัว เพราะคงไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลใดๆ เนื่องจากเป็นนายตัวเอง (ยกเว้น สวัสดิการรักษาพยาบาลจากทางรัฐบาล ซึ่งตามปกติก็ครอบคลุมแค่โรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอความต้องการกรณีฉุกเฉิน)  ส่วนคนที่เป็นพนักงานออฟฟิศ ก็อาจจะมีสวัสดิการที่เป็นประกันกลุ่มอยู่ หรือคนที่เป็นข้าราชการ ก็จะมีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐได้

 

3. สำรวจว่าสวัสดิการ หรือประกันสุขภาพที่เรามี ขาด/เกิน ไปจากค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลนั้นอยู่เท่าไหร่ ให้ทำเพิ่มจนเต็มส่วนที่ขาด

สำหรับคนที่ไม่มีสวัสดิการ และไม่มีประกันสุขภาพใดๆเลย ก็ให้ทำประกันสุขภาพเต็มวงเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเลย (เช่น โรงพยาบาลที่จะใช้บริหารมีค่าห้องเดี่ยวแบบปกติอยู่ที่ 3,000 บาทต่อคืน ค่ารักษาโรคมะเร็ง 500,000 บาท ก็ให้ทำแผนประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 3,000 บาท ทำประกันโรคมะเร็ง วงเงินคุ้มครอง 500,000 บาท เต็มๆไปเลย) ส่วนคนที่มีสวัสดิการอยู่แล้ว เช่น ประกันกลุ่ม หรือมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ก็ให้ดูส่วนที่ขาด แล้วให้ทำเพิ่มจนเต็ม เช่น ถ้าต้องการใช้โรงพยาบาลค่าห้อง 3,000 บาทเหมือนกัน  แต่มีประกันกลุ่ม / ประกันสุขภาพที่มีอยู่แล้ว ที่เบิกค่าห้องได้ 2,000 บาทต่อคืน  ก็ให้ทำประกันสุขภาพแบบคุ้มครองค่ารักษา แบบที่ให้ค่าห้อง 1,000 บาท เพิ่มเติม เป็นต้น ส่วนคนที่เป็นข้าราชการ ก็อาจเลือกแบบประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาแผนที่จ่ายค่าเบี้ยไม่สูงนัก เผื่อสำรองกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มเติมจากสวัสดิการโรงพยาบาลรัฐที่มีอยู่ก็ได้ครับ

 

4. ทำประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทั้ง ค่ารักษาพยาบาล กรณีอุบัติเหตุ และกรณีโรคร้ายแรง โดยให้ค่าเบี้ยประกันไม่เกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปี

ทำประกันสุขภาพทั้งที ก็ควรจะให้ครอบคลุมทั้งแบบที่เป็นค่ารักษา แบบกรณีอุบัติเหตุ และแบบโรคร้ายแรง เพื่อชดเชยในกรณีที่เราอาจจะต้องเป็นคนทุพพลภาพ (จากอุบัติเหตุหรือจากโรคร้ายแรง) หรือชดเชยกรณีขาดรายได้ช่วงพักรักษาตัวด้วย แต่สิ่งสำคัญก็คือ ค่าเบี้ยประกันทั้งหมด ไม่ควรจะเกิน 10% ของรายได้รวมทั้งปีของเรา เพื่อให้เรามีกำลังจ่ายเบี้ยประกันไหวไปนานๆ (เพราะยิ่งอายุมาก ค่าเบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งแพงขึ้นด้วย ต้องวางแผนจ่ายเบี้ยให้ดี โดยดูค่าเบี้ยในปีต่อๆไปล่วงหน้าไว้ด้วย) ซึ่งถ้ากรณีที่เราต้องทำประกันสุขภาพครบทุกประเภท และทำจนเต็มวงเงินค่ารักษาของโรงพยาบาลที่เราเลือก ทำให้เราต้องจ่ายค่าเบี้ยเกิน 10% ของรายได้ทั้งปี เราก็อาจจะต้องปรับ โดยอาจจะเลือกลดวงเงินคุ้มครองลงมาเพื่อให้ค่าเบี้ยถูกลง หรือเลือกเฉพาะตัวที่สำคัญที่สุดก่อน คือแบบคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งถ้าเป็นแบบแยกค่าใช้จ่าย เบี้ยก็จะถูกกว่าแบบเหมาจ่ายค่ารักษา) ถ้างบเหลือ ก็ค่อยเพิ่มตัวที่เป็นแบบโรคร้ายแรงเข้าไปครับ

 

5. ทำประกันสุขภาพควบคู่กับประกันชีวิตตัวหลักที่เป็นแบบสัญญาคุ้มครองตลอดชีพ

ประกันสุขภาพ ควรจะต้องทำกับประกันชีวิตที่เป็นแบบตลอดชีพ (ถึงอายุ 90 หรือ 99) ไม่ควรจะทำควบคู่กับแบบสะสมทรัพย์ที่เน้นการออม เพราะจุดประสงค์ของการทำประกันสุขภาพ ก็เพราะเราต้องการการคุ้มครองสุขภาพในระยะยาว เราจึงต้องการแผนประกันชีวิตที่มีระยะเวลาสัญญาคุ้มครองที่ยาว เพื่อเป็นสัญญาหลักให้ประกันสุขภาพพ่วงคู่ไปด้วยได้นานๆ ถ้าเกิดเราไปทำกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งอาจมีระยะเวลาคุ้มครองสั้น – ปานกลาง เมื่อครบสัญญา หากเรายังต้องการมีประกันสุขภาพต่อ เราก็ต้องมาทำประกันชีวิตเล่มใหม่อีก ซึ่งก็จะต้องเสียค่าเบี้ยประกันชีวิตตัวหลักแพงขึ้นกว่าเดิม (เพราะเราอายุมากขึ้น) แถมจ่ายเบี้ยนานกว่าเดิม (เพราะต้องเริ่มจ่ายเบี้ยใหม่ตั้งแต่ต้น) อีกต่างหาก

 

6. เปรียบเทียบแบบประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท

สุดท้าย ก่อนเราจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพ ก็ควรจะต้องมาเปรียบเทียบ ผลประโยชน์กับค่าเบี้ยที่จะต้องจ่าย ของแต่ละบริษัทประกัน (เท่าที่จะหาข้อมูลได้) กันก่อน ว่า ในประกันสุขภาพประเภทเดียวกัน แผนแบบเดียวกัน วงเงินคุ้มครองที่เท่ากัน ของที่ไหนที่เบี้ยประกันถูกกว่า หรือมีเงื่อนไขการคุ้มครองพิเศษอื่นๆที่มีประโยชน์มากกว่า เพื่อหาแบบประกันสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดกับเราครับ (บางที่อาจจะเบี้ยแพงกว่านิดหน่อย แต่เงื่อนไขครอบคลุมกว่า ก็อาจจะน่าสนใจกว่าก็ได้)



ซึ่ง "6 แนวทาง"  เป็นแนวทางการเลือกทำประกันสุขภาพแบบไหนดี หรือจะเลือกในแบบที่เราต้องเลือกเองในแต่ละประเภท แต่หากใครที่มองว่า ถ้าให้ไปเลือกซื้อแยกแบบแต่ละประเภทเอง ก็คงจะไม่สะดวกเท่าไหร่ ไหนจะต้องมาเลือกแบบประกันชีวิตตัวหลักอีก ทางบริษัทประกันหลายๆที่  ถ้าใครสนใจก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ที่ลิ้งนี้เลย Chubb Life

หน้า: [1]