ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนทำขนมปัง มาการอง ของขนมสีสันผ่องใส หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ อาหารญี่ปุ่น  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ตุลาคม 11, 2018, 07:45:02 PM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 9662
    • ดูรายละเอียด

สอนทำขนมปัง มาการอง ของของหวานสีสันสดใส  หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ เรียนทำอาหารญี่ปุ่น   เรียนทำขนมปัง สอนทำขนมไทย, ทำขนมปัง, เรียนทำเค้ก เบเกอรี่ฝรั่งเศส
 
เพราะเหตุใดธุรกิจร้านขนมปังถึงน่าลงทุน
สามารถทำผู้เดียวได้ ด้วยเหตุว่าหากเราเริ่มต้น จากการรับขนมจากที่อื่นมาขาย นั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องว่าจ้างผู้ช่วย ซึ่งผู้เดียวก็สามารถดูแลร้านค้าได้เอง ทั้งหมดทั้งปวง ไม่ต้องลงทุนสำหรับเพื่อการจ้างลูกจ้าง รวมทั้งวุ่นวายกับคนส่วนมาก
-เดี๋ยวนี้ ร้านขนมปัง นั้น กับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เพราะเหตุว่าคนรุ่นใหม่นิยม ไปนั่งตามร้านของหวาน เพื่อพัก นั่งคุย เสวนากับสหาย หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อบรรเทา การเปิดร้านขนมแบบเต็มแบบอย่าง จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ แล้วก็ทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างแน่นอน
-ความนิยมเบเกอรี่ ของคนรุ่นใหม่ ที่มีเวลาน้อย เลือกรับประทานเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง หลายคนคงจะเคยได้ฟังคำว่า “กองทัพจะต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในเวลาเร่งด่วน ไม่อาจจะหาที่นั่งทานอาหารได้ การกินขนมที่ซื้อข้างทาง จะช่วยให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่คุณจะทำธุระเสร็จ และไปกินอาหารมื้อใหญ่ต่อไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่
ก่อนที่จะลงทุนในธุรกิจอะไรก็ตามก็ต้องมีการจัดแจงให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่ต่างกัน จำเป็นมากที่นักลงทุนต้องพิจารณาถึงความพร้อมเพรียงก่อนที่จะมีการลงทุน ซึ่งตัวอย่างเช่น
เงินทุน
สำคัญเป็นลำดับแรกๆก็เพราะเงินลงทุนคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนที่จะมีการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมแตกต่างกันไปตามรูปแบบของธุรกิจว่าอยากได้ให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็ต้องวิเคราะห์และก็พิจารณาตามกำลังของตัวอง เพราะด้วยทั่วไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นหนักไปที่วัสดุปกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นเงินลงทุนคงเดิม แล้วก็จะได้ผลตอบแทนกลับมาภายในช่วงเวลาไม่นาน โดยเหตุนั้นควรที่จะเลือกใช้เครื่องมือที่คุณภาพดี มีการรับประกัน แม้ว่าจะราคาสูงแต่ว่ามั่นใจได้ถึงคุณภาพ
ส่วนเงินลงทุนอีกอย่างครั้งเรียกกันว่าต้นทุนแปรผันแปร อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าใช้สอยที่เปลี่ยนได้ จัดว่าเหล่านี้เป็นเงินลงทุนที่นักลงทุนเองต้องจัดแจงไว้ล่วงหน้า เพื่อสามารถเงินลงทุนสามารถหมุนวนได้อย่างไม่ขัดข้อง
-วิชาความรู้ความชำนาญ
จำเป็นต้องสำหรับผู้ที่อยากเริ่มธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมาก เพราะควรจะเรียนรู้ถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้และก็วัตถุดิบทุกสิ่งในการทำเบเกอรี่ ควรศึกษาว่าแป้งมีกี่ชนิด น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณสมบัติยังไงใช้เป็นส่วนประกอบในเบเกอรี่แต่ละจำพวกเพื่ออะไร ยิ่งกว่านั้นยังจำต้องฝึกซ้อมรวมทั้งช่ำชองสำหรับการทำ เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมคุณภาพแล้วก็รสชาติได้ เพื่อให้ของหวานที่ผลิตมีคุณภาพรวมทั้งรสชาติที่เช่นเดียวกัน
ในเวลานี้ มีโรงเรียนสอนทำเบเกอรีมากมายก่ายกอง เราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามต้องการ ทั้งยังสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่สนใจได้ ซึ่งจำนวนมากถึงแม้เขาเรียนเพียงคอร์สเดียวก็สามารถนำมาปรับใช้และก็ทำขายได้ทันที แล้วก็การเล่าเรียนสูตรรวมทั้งวิธีการทำจากมิตรสหายหรือญาติพี่น้อง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยรายจ่ายในการเข้าห้องเรียนกับสถานที่เรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-เรียนตลาดและก็คู่ต่อสู้
ผู้ผลิตควรศึกษาถึงสภาวะการตลาดเพื่อการทำความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดำเนินธุรกิจของพวกเรา ควรศึกษาว่ากาตลาดเบเกอรี่ในตอนนั้นๆคืออะไร มีกลุ่มคู่ปรับปริมาณโดยประมาณกี่ราย และแต่ละรายมีจุดเด่นข้อเสียอะไรบ้าง แล้วก็พวกเราต้องหาข้อดีของพวกเรา รวมทั้งปรับวิธีการเพื่อให้สู้กับคู่แข่งขันให้ได้ การ มองหา ร้านสำหรับฝากขายมีความสำคัญมากสำหรับเพื่อการที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเราก้าวไปด้านหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านที่เห็นสมควรมีความสนใจเป็นร้านที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการเคลื่อนไหวของปริมาณลูกค้าและก็หมุนวนสินค้าทั้งวัน แล้วก็ทางร้านค้ามีลักษณะท่าทางที่จะช่วยพรีเซนเทชั่นผลิตภัณฑ์ของเรา เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของพวกเราถูกกักไว้เพื่อคอยส่งคืนคืนสิ่งเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่สมควรทั้งยังเรื่องราคาและคุณภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะกระบวนการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่ราคาแพงถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แล้วก็ยังคงได้เครื่องมือสำหรับเพื่อการทำเบเกอรี่อย่างครบถ้วน
รูปแบบของธุรกิจร้านขนมปัง อาชีพอิสระ รายได้ดี
-รับขนมจากที่อื่นๆมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านขนมปัง ลักษณะนี้ เราจะเห็นคนนำของหวานยี่ห้อ HOME มาเดินขายตามที่ต่างๆหรือจัดโต๊ะขายก็ตาม รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เริ่มง่าย เพียงไปรับขนม รวมทั้งเอามาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบขนม ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงทำ และของหวานที่ขายอร่อยแน่นอน
- ทำของหวานขายเอง
ถ้าเกิดคุณมีเงินทุนมากขึ้นมาหน่อย และก็เคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือมั่นใจในความสามารถ ธุรกิจร้านเบเกอรี่ชนิดนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะพวกเราไม่ต้องไปรับของหวาน มาจากที่อื่น ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าของหวานที่พวกเราทำเองอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ว่าก็จะต้องทดลองชั่งน้ำหนักมองว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้มากขึ้นมาหรือเปล่า
- ร้านขนมปังพร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบ
หากไม่อยากขายเพียงแค่ Bakery สิ่งเดียว และก็รู้สึกว่าของหวานที่ทำขึ้นมา มีดีกว่าเพียงแค่จะเป็นร้านค้าทั่วๆไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มต้นแบบได้เลย เนื่องจากว่าราคาขนมจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดหมาย ให้เป็นจุดสำหรับเพื่อนัดพบ สำหรับมาทานขนม นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งเข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ด้วย
 
สูตรคัพเค้ก
คัพเค้กสีรุ้ง
แค่เห็นสีสันของคัพเค้กสีรุ้งสูตรจากคุณ BlackPiano สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ก็ทำเอาน้ำลายสอกันเลยทีเดียว คัพเค้กสีรุ้งเกิดจากการนำสูตรชิฟฟอนมาผสมกับสูตรบัตเตอร์เค้ก เวลากินจะได้กลิ่นหอมของเนยจาง ๆ เคล้ากับความนุ่มละมุนของเนื้อเค้ก ถ้าทำเสิร์ฟในปาร์ตี้ต้องเกิดแน่นอนค่ะ
ส่วนผสม คัพเค้กสีรุ้ง
- เนยสด 115 กรัม
 - น้ำตาลทรายป่น 120 กรัม
 - แป้งเค้ก 135 กรัม
 - ผงฟู 1 ช้อนชา
 - นมสด 125 กรัม
 - ไข่ขาว 4 ฟอง
 - ครีมออฟทาร์ทาร์
 - น้ำตาลทรายป่น 45 กรัม
 - สีผสมอาหารสีแดง สีเขียว สีฟ้า และสีส้ม (หรือสีผสมอาหารอื่นตามชอบ)
วิธีทำคัพเค้กสีรุ้ง
1. ใส่เนยสดและน้ำตาลทรายลงในอ่างผสม ตีผสมเข้าด้วยกันจนนิ่มฟู
 2. ร่อนแป้งเค้กและผงฟูเข้าด้วยกันแล้วแบ่งเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ใส่แป้งเค้กส่วนที่ 1 ลงไปในส่วนผสมเนยที่ตีไว้ คนผสมพอเข้ากัน (เคล็ดลับ : เวลาใส่แป้งเค้กลงไปแล้วอย่าคนนานเพราะเนื้อเค้กจะเหนียว)
 3. แบ่งนมสดเป็น 2 ส่วน เทส่วนที่ 1 ลงไปในส่วนผสมเนยคนผสมให้เข้ากัน
 4. ใส่แป้งเค้กส่วนที่ 2 ลงไปในส่วนผสมเนยคนผสมพอเข้ากัน จากนั้นเทนมสดส่วนที่เหลือลงไปคนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง
 5. ใส่แป้งเค้กส่วนที่ 3 ลงไปในส่วนผสมเนยคนผสมพอเข้ากัน เพียงเท่านี้ก็จะได้บัตเตอร์เค้กแล้ว พักไว้
 6. ใส่ไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ลงในเครื่องตีแป้ง
 7. ในระหว่างตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ค่อย ๆ เทน้ำตาลทรายลงไปตีผสมด้วย ตีจนส่วนผสมขึ้นฟู
 8. แบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 2 ส่วน ตักส่วนแรกใส่ในส่วนผสมเนยแล้วคนตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน จากนั้นตักส่วนผสมไข่ขาวส่วนที่เหลือใส่ลงไปแล้วคนตะล่อมให้เข้ากัน
9. แบ่งส่วนผสมแป้งเป็น 5 ถ้วย (แยกไว้ 1 ถ้วยไม่ต้องผสมสี) จากนั้นใส่สีผสมอาหารสีแดง สีเขียว สีฟ้า และสีส้มลงไปแล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
10. ตักส่วนผสมแป้งใส่ถ้วยกระดาษทีละชั้น โดยเริ่มจากใส่แป้งสีแดงลงไปเป็นฐานก่อน ตามด้วยส่วนผสมแป้งสีเขียว สีฟ้า สีส้ม สุดท้ายใส่ส่วนผสมแป้งที่ไม่ผสมสีลงไป
 11. นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 130-140 องศาเซลเซียส (เตาอบเล็ก) ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
 12. นำขนมออกจากเตามาพักไว้ให้คลายความร้อน


เค้กไวท์ช็อกโกแลต
ถ้าเอียนกับดาร์กช็อกโกแลตก็ลองเปลี่ยนมาทำไวท์ช็อกโกแลตบ้างก็ได้ ขอนำเสนอเค้กไวท์ช็อกโกแลต สูตรจาก คุณน้องซาแมนต้า สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เค้กเนื้อแน่นใส่ไวท์ช็อกโกแลตแซมดาร์กช็อกโกแลตตัดเลี่ยน กินกับกาแฟตอนเช้าก็แจ่ม
ส่วนผสม เค้กไวท์ช็อกโกแลต
• เนยจืด 125 กรัม
 • ไวท์ช็อกโกแลต 150 กรัม
 • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 130 กรัม
 • ผงฟู 1 ช้อนชา
 • เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
 • ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
 • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
 • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 • ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลต อย่างละ 80 กรัม (สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ) สำหรับใส่ในส่วนผสมเค้กเมื่อได้ผสมเสร็จแล้ว
 • อัลมอนด์สไลซ์ (สำหรับโรยหน้าเค้ก) 50 กรัม
วิธีทำเค้กไวท์ช็อกโกแลต
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และร่อนแป้งสาลีกับเกลือป่น และผงฟูเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
 2. ละลายเนยจืดและไวท์ช็อกโกแลตเข้าด้วยกันด้วยไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที นำออกมาคนผสมให้ละลายเข้ากันแล้วนำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 20 วินาที นำออกจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้
 3. ตีไข่ไก่ด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 1 นาที เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปแล้วตีด้วยความเร็วปานกลาง ประมาณ 2 นาที
 4. เทส่วนผสมเนยกับไวท์ช็อกโกแลตละลายใส่ลงไป ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากัน ตามด้วยกลิ่นวานิลลา ตีพอเข้ากัน แบ่งใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากันแล้วใส่แป้งที่เหลือลงไปตีแค่พอเข้ากันแล้วรีบหยุด
 5. ใส่ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลตสับลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมเข้ากัน เทส่วนผสมใส่พิมพ์ ใช้พายปาดหน้าเค้กให้เรียบและโรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์
 6. นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20-25 นาทีหรือจนกว่าเค้กจะสุก
 
 
ภูมิหลังของขนมสีสันแจ่มใส มาการูนหรือมาการอง (Macaroon)
มาการูน หรือ มาการอง (Macaroon) ของหวานรูปวงกลมชนชาติฝรั่งเศส ซึ่งมีสีสันสดใส สอดไส้ตรงกลาง ชักชวนให้น่ารับประทาน กำลังเป็นที่ชื่นชอบอย่างแพร่หลายแล้วก็พบเห็นกันได้จำนวนมากตามห้าง ร้านขนมปัง หรือในโรงแรมประเทศไทยบัดนี้
 ผู้ใดกันจะรู้บ้างว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของของหวานทรงกลมสีสันผ่องใสที่น่ากินนี้เป็นของหวานที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิดตัวครั้งแรกในปี คริสต์ศักราช 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานสมรสของคุณกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีถัดมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มต้นเป็นขนมที่สร้างขึ้นมาง่ายๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลแล้วก็ไข่ขาวเพียงแค่นั้น ซึ่งเป็นของที่มีราคาไม่แพงและมีคุณค่าทางอาหาร มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis รวมทั้งชาวฝรั่งเศสใช้กินเพื่อประทังชีวิตในสมัยข้าวยากหมากแพง
ตราบจนกระทั่งตอนต้นศตวรรษที่ 20 หน้าตาของ มาการองหรือมาการูน ก็แปรไปเป็นของหวานที่มีสีสันฉูดฉาด และก็นำมาการูนสองแผ่นมาตามติดกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านเบเกอรี่มีชื่อในฝรั่งเศส
กระบวนการทำมาการองคร่าวๆเป็น การผสมไข่ขาว น้ำตาลทราย รวมทั้งอัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนเป็นผงเหมือนแป้ง เรียกส่วนประกอบนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก และต้องตากทิ้งไว้สักพักและหลังจากนั้นก็ค่อยนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้ใส่ไว้กึ่งกลาง
 การทำมาการองเจ้าตำรับ แตกต่างตั้งแต่แนวทางเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในขณะนี้ กระบวนการทำมาการองแบบเจ้าตำรับนั้นต้องใช้แนวทางจัดเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" คือการตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือค่อยๆตีไปเรื่อยๆซึ่งเป็นวิธีเริ่มแรกที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีที่ล่วงเลยไป ร้านมาการองที่โด่งดังในปัจจุบันของประเทศฝรั่งเศสก็ยังใช้แนวทางเริ่มแรกนี้อยู่ แต่ว่าปัจจุบันนี้คนจำนวนมากไม่มีผู้ใดทำแล้ว เพราะว่าแนวทางการทำยุ่งยากกว่าวิธีต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะทำให้ผิวของมาการองต่างกัน รวมทั้งแบบเริ่มแรกจำต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ในเวลาที่แนวทางต้มน้ำตาล ทิ้งเอาไว้เพียงแค่ 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองสมัยปัจจุบันนี้นิยมต้มน้ำตาลที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นและก็คงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจากการอบ ผิวเรียบสวย แต่ไม่มีความนุ่มพอๆกับวิธีตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวและผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆซึ่งจะต้องอาศัยความเก่ง
วิธีการทำมาการองเจ้าตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้ได้ตัวฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสด้านนอกจะกรอบบางๆกัดนิดนึงจะพบความนิ่มของเนื้อเชลล์แทบจะละลายในปากผสมผสานกลมกลืนไปกับรสชาติของไส้
ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของมาการองอีกจุดหมายถึง"ชายเล่ห์เหลี่ยมประเทศฝรั่งเศส (skirt)" คือส่วนที่เป็นรอยหยักๆบริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากส่วนประกอบและก็การอบที่เหมาะสม ถ้าอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะเปลี่ยนเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว) อร่อยเหาะ

เครดิตบทความจาก : http://www.annann201.com/

Tags :  สอนทำเบเกอรี่, ทำเค้ก,อาหารญี่ปุ่น