ผู้เขียน หัวข้อ: สอนทำเบเกอรี่ มาการอง ของของหวานสีสันแจ่มใส หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ สอนทำอาหาร  (อ่าน 5 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ธันวาคม 04, 2018, 05:25:59 PM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13694
    • ดูรายละเอียด

เรียนทำขนมปัง มาการอง ของขนมสีสันผ่องใส  หลักสูตรเปิดร้านเบเกอรี่ สอนทำอาหาร   เรียนทำขนมปัง สอนทำขนมไทย, ทำเบเกอรี่, เรียนทำเค้ก เบเกอรี่ฝรั่งเศส
 
เพราะอะไรธุรกิจร้านเบเกอรี่ถึงน่าลงทุน
สามารถทำคนเดียวได้ เพราะว่าถ้าหากเราเริ่มต้น จากการรับขนมจากที่อื่นมาขาย นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจ้างผู้ช่วย ซึ่งผู้เดียวก็สามารถดูแลร้านได้เอง ทั้งหมด ไม่ต้องลงทุนในการว่าจ้างลูกจ้าง และวุ่นวายกับคนส่วนมาก
-เดี๋ยวนี้ ร้านขนมปัง นั้น เข้ากับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากว่าคนรุ่นหลังนิยม ไปนั่งตามร้านค้าขนม เพื่อพักผ่อน นั่งคุย สนทนากับสหาย หรือนั่งอ่านหนังสือ เพื่อผ่อนคลาย การเปิดร้านขนมแบบเต็มรูปแบบ จึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ และก็ทำรายได้ให้กับธุรกิจได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างไม่ต้องสงสัย
-ความชื่นชอบเบเกอรี่ ของคนรุ่นหลัง ที่มีเวลาน้อย เลือกรับประทานเบเกอรี่เป็น อาหารจานด่วน หรือรองท้อง ผู้คนจำนวนมากคงเคยได้ฟังคำว่า “กองทัพจำต้องเดินด้วยท้อง” เมื่อคุณเดินทางไกล หรืออยู่ในช่วงเวลาที่เร่งด่วน ไม่อาจจะหาที่นั่งรับประทานอาหารได้ การกินขนมที่ซื้อข้างทาง จะช่วยให้คุณคลายหิวไปได้ ก่อนที่จะคุณจะทำธุระเสร็จ รวมทั้งไปรับประทานอาหารมื้อใหญ่ต่อไป
การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนในธุรกิจเบเกอรี่
ก่อนที่จะลงทุนในธุรกิจอะไรก็ตามก็จำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมให้พร้อมกั่น ซึ่งธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน จำเป็นมากที่นักลงทุนจำต้องพิจารณาถึงความพร้อมเพรียงก่อนที่จะมีการลงทุน ซึ่งเช่น
เงินทุน
สำคัญเป็นลำดับต้นๆก็เนื่องจากเงินลงทุนคือปัจจัยหลักที่จะช่วยให้การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนจะมีการผลิตเบเกอรี่เป็นไปด้วยดี จำนวนเงินลงทุนย่อมนาๆประการตามลักษณะของธุรกิจว่าอยากได้ให้ออกมาในลักษณะใด ซึ่งก็จะต้องวิเคราะห์รวมทั้งพิจารณาตามกำลังของตัวอง ด้วยเหตุว่าด้วยทั่วๆไปแล้วการลงทุนในขั้นแรกจะเน้นหนักไปที่วัสดุปกรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นต้นทุนคงเดิม และจะได้ผลทดแทนกลับมาภายในช่วงระยะเวลาไม่นาน ด้วยเหตุดังกล่าวควรเลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่คุณภาพดี มีการรับประกัน แม้ว่าจะราคาแพงแต่มั่นอกมั่นใจได้ถึงคุณภาพ
ส่วนเงินลงทุนอีกอย่างทีเรียกกันว่าเงินลงทุนเปลี่ยนแปร ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง หรือค่าใช้สอยที่เปลี่ยนแปลงได้ ถือว่ากลุ่มนี้เป็นเงินลงทุนที่ผู้ร่วมลงทุนเองจะต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเงินทุนสามารถเวียนได้อย่างไม่ติดขัด
-ความรู้ความชำนาญ
จำเป็นสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจเบเกอรี่โฮมเมดมากมาย เนื่องจากควรจะเรียนรู้ถึงใอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้แล้วก็วัตถุดิบทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเพื่อการทำเบเกอรี่ ควรจะทำความเข้าใจว่าแป้งมีกี่ประเภท น้ำตาลหรือวัตถุดิบตัวอึ่นๆมีคุณลักษณะยังไงใช้เป็นส่วนผสมในเบเกอรี่แต่ละจำพวกเพื่ออะไร นอกจากนี้ยังต้องฝึกหัดแล้วก็เชี่ยวชาญในการทำ เบเกอรี่มากพอที่จะควบคุมประสิทธิภาพและรสชาติได้ เพื่อให้ของหวานที่ผลิตมีคุณภาพแล้วก็รสชาติที่แบบเดียวกัน
ตอนนี้ มีสถานศึกษาสอนทำเบเกอรีมาก เราสามารถเลือกเรียนได้ ได้ตามต้องการ อีกทั้งสามารถเลือกเฉพาะวิชาที่พอใจได้ ซึ่งโดยมากถึงแม้เขาเรียนเพียงแต่คอร์สเดียวก็สามารถเอามาปรับใช้แล้วก็ทำขายได้ในทันที แล้วก็การศึกษาสูตรแล้วก็แนวทางการทำจากเพื่อนฝูงหรือญาติ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะไม่ต้องเลยค่าใช้จ่ายสำหรับเพื่อการเข้าชั้นเรียนกับโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ต่างๆ
-ศึกษาเล่าเรียนตลาดรวมทั้งคู่แข่งขัน
ผู้ผลิตควรศึกษาถึงสถานการณ์การตลาดเพื่อกระบวนการทำความเข้าใจสำหรับเพื่อการดำเนินธุรกิจของเรา ควรศึกษาค้นคว้าว่ากาตลาดเบเกอรี่ในช่วงนั้นๆคืออะไร มีกรุ๊ปคู่แข่งขันปริมาณราวกี่ราย และก็แต่ละรายมีจุดเด่นข้อเสียอะไรบ้าง แล้วก็เราต้องหาคุณลักษณะเด่นของพวกเรา รวมทั้งปรับแผนการเพื่อสู้กับคู่ปรปักษ์ให้ได้ การ มองหา ร้านขายของสำหรับฝากขายมีความสำคัญมากมายสำหรับในการที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของเราก้าวไปด้านหน้าหรือจะถอยหลัง ร้านที่เห็นควรให้ความสนใจคือร้านที่อยู่ในย่านชุมชน มีทำเลดี มีที่จอดรถสำหรับลูกค้าไว้พร้อม มีการขยับเขยื้อนของปริมาณลูกค้ารวมทั้งหมุนเวียนสินค้าทั้งวัน รวมทั้งทางร้านมีแนวโน้มที่จะช่วยพรีเซนเทชั่นสินค้าของเรา เพื่อไม่ให้สินค้าของเราถูกกักไว้เพื่อคอยส่งคืนคืนอย่างเดียว
-หาแหล่งวัตถุดิบที่เหมาะสมเรื่องราคาและก็ประสิทธิภาพ
การซื้อวัตถุดิบสำหรับเฉพาะแนวทางการทำเบเกอรี่ ย่อมทำให้ได้วัตถุดิบที่ราคาแพงถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป รวมทั้งยังคงได้อุปกรณ์สำหรับการทำเบเกอรี่อย่างครบถ้วน
ลักษณะของธุรกิจร้านเบเกอรี่ อาชีพอิสระ รายได้ดี
-รับขนมจากที่อื่นมาขาย
Bakery แบรนด์ HOME ของมหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เป็นตัวอย่างสุด Classic ของ ร้านขนมปัง ลักษณะนี้ พวกเราจะเห็นคนนำขนมแบรนด์ HOME มาเดินขายจากที่ต่างๆหรือตั้งโต๊ะขายก็ตาม ลักษณะนี้เป็นแบบอย่างที่เริ่มง่าย เพียงแค่ไปรับของหวาน แล้วก็นำมาตั้งขาย ไม่ต้องจมทุนไปกับการซื้อเครื่องอบของหวาน ไม่ต้องสิ้นเปลืองแรงทำ แล้วก็ของหวานที่ขายอร่อยแน่นอน
- ทำของหวานขายเอง
ถ้าคุณมีเงินทุนเพิ่มมากขึ้นมาหน่อย และก็เคยไปเรียนทำ Bakery มา หรือมั่นอกมั่นใจในความสามารถ ธุรกิจร้านขนมปังชนิดนี้ จะทำเงินได้มากกว่า เพราะเหตุว่าพวกเราไม่ต้องไปรับของหวาน มาจากที่อื่นๆ ซึ่งมีต้นทุนที่ซื้อมา แพงกว่าของหวานที่พวกเราทำเองอย่างแน่แท้ แต่ว่าก็ต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่า เงินลงทุนที่ลงเพิ่มไป จะคุ้มกับรายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นมาหรือเปล่า
- ร้านขนมปังพร้อมที่นั่ง แบบเต็มแบบ
หากไม่ต้องการขายแค่ Bakery สิ่งเดียว รวมทั้งมีความรู้สึกว่าของหวานที่ทำขึ้นมา มีดีกว่าเพียงแค่จะเป็นร้านค้าทั่วไป ก็เปิดร้านเบเกอรี่พร้อมที่นั่ง แบบเต็มรูปแบบได้เลย เพราะราคาของหวานจะขายได้แพงกว่า 2 แบบแรก โดยมีจุดหมาย ให้เป็นจุดสำหรับนัดพบ สำหรับมาทานของหวาน นั่งคุยกัน หรือนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งกับ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ด้วย
 
สูตรคัพเค้ก
คัพเค้กช็อกโกแลต
เอาใจคนรักช็อกโกแลตด้วยคัพเค้กช็อกโกแลต เบเกอรี่สุดคลาสสิกถูกใจทุกเพศทุกวัย เต็มอิ่มไปกับเนื้อช็อกโกแลตเน้น ๆ ทั้งเนื้อคัพเค้กรสช็อกโกแลต สอดไส้ช็อกโกแลตกานาช และโปะครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้งด้านบนอีกด้วย เห็นแบบนี้ต้องจัดสักชิ้นแล้ว
ส่วนผสม คัพเค้ก
- ดาร์กช็อกโกแลตสับ 6 ช้อนโต๊ะ
 - ผงโกโก้ 1/3 ถ้วย
 - กาแฟร้อน 3/4 ถ้วย
 - แป้งขนมปัง 3/4 ถ้วย
 - น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
 - เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
 - เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
 - น้ำมันพืช 6 ช้อนโต๊ะ
 - ไข่ไก่ 2 ฟอง
 - น้ำส้มสายชู 2 ช้อนชา
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
ส่วนผสม ช็อกโกแลตกานาช
- ดาร์กช็อกโกแลตสับ 4 ช้อนโต๊ะ
 - เฮฟวี่ครีม 1/4 ถ้วย
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสม ครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้ง
- เนยจืด 1+1/4 ถ้วย (อุณหภูมิห้อง)
 - น้ำตาลไอซิ่ง 1 ถ้วย
 - ผงโกโก้ 3/4 ถ้วย
 - เกลือป่น
 - แบะแซ 3/4 ถ้วย
 - กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 - ช็อกโกแลตละลาย 1 ถ้วย
วิธีทำคัพเค้กช็อกโกแลต
1. ทำช็อกโกแลตกานาชโดยใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับ เฮฟวี่ครีม และน้ำตาลไอซิ่งลงในชามทนความร้อน นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 20-30 วินาที นำออกมาคนให้เข้ากัน นำไปแช่เย็นประมาณ 30 นาที
 2. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
 3. วางเรียงพิมพ์มัฟฟินบนถาดรองอบ เตรียมไว้
 4. ทำคัพเค้กโดยใส่ดาร์กช็อกโกแลตสับและผงโกโก้ลงในชามผสม เทกาแฟร้อนลงไปคนจนละลาย นำไปแช่เย็นประมาณ 20 นาที
 5. ผสมแป้งขนมปัง น้ำตาลทราย เกลือป่น และเบคกิ้งโซดาให้เข้ากัน
 6. ใส่น้ำมันพืช ไข่ไก่ น้ำส้มสายชู และกลิ่นวานิลลาลงไปในส่วนผสมช็อกโกแลตกานาชที่เย็นแล้วคนผสมให้เข้ากัน ตามด้วยใส่ส่วนผสมแป้งลงไปคนให้เข้ากัน
 7. หยอดส่วนผสมคัพเค้กลงในพิมพ์มัฟฟิน 3/4 ของถ้วย ตามด้วยช็อกโกแลตกานาชประมาณ 1 ช้อนชา นำเข้าไปอบประมาณ 17-19 นาที นำออกมาพักไว้บนตะแกรงประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วนำออกมาจากพิมพ์มัฟฟินแล้วพักทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง
 8. ทำครีมช็อกโกแลตฟรอสติ้งโดยใส่เนยจืด น้ำตาลไอซิ่ง ผงโกโก้ และเกลือป่นลงในเครื่องตีประมาณ 30 วินาที ตีจนเนื้อเนียน ใส่แบะแซและกลิ่นวานิลลาลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 5-10 วินาที ใส่ช็อกโกแลตละลายลงไปตีให้เข้ากันประมาณ 10-15 วินาที นำไปบีบตกแต่งบนหน้าคัพเค้กให้สวยงามก่อนเสิร์ฟ


เค้กไวท์ช็อกโกแลต
ถ้าเอียนกับดาร์กช็อกโกแลตก็ลองเปลี่ยนมาทำไวท์ช็อกโกแลตบ้างก็ได้ ขอนำเสนอเค้กไวท์ช็อกโกแลต สูตรจาก คุณน้องซาแมนต้า สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เค้กเนื้อแน่นใส่ไวท์ช็อกโกแลตแซมดาร์กช็อกโกแลตตัดเลี่ยน กินกับกาแฟตอนเช้าก็แจ่ม
ส่วนผสม เค้กไวท์ช็อกโกแลต
• เนยจืด 125 กรัม
 • ไวท์ช็อกโกแลต 150 กรัม
 • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 130 กรัม
 • ผงฟู 1 ช้อนชา
 • เกลือป่น 1/3 ช้อนชา
 • ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง
 • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
 • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
 • ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลต อย่างละ 80 กรัม (สับให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ) สำหรับใส่ในส่วนผสมเค้กเมื่อได้ผสมเสร็จแล้ว
 • อัลมอนด์สไลซ์ (สำหรับโรยหน้าเค้ก) 50 กรัม
วิธีทำเค้กไวท์ช็อกโกแลต
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และร่อนแป้งสาลีกับเกลือป่น และผงฟูเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
 2. ละลายเนยจืดและไวท์ช็อกโกแลตเข้าด้วยกันด้วยไมโครเวฟประมาณ 30 วินาที นำออกมาคนผสมให้ละลายเข้ากันแล้วนำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 20 วินาที นำออกจากเตา พักทิ้งไว้จนเย็น เตรียมไว้
 3. ตีไข่ไก่ด้วยความเร็วสูงสุด ประมาณ 1 นาที เติมน้ำตาลทรายแดงลงไปแล้วตีด้วยความเร็วปานกลาง ประมาณ 2 นาที
 4. เทส่วนผสมเนยกับไวท์ช็อกโกแลตละลายใส่ลงไป ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากัน ตามด้วยกลิ่นวานิลลา ตีพอเข้ากัน แบ่งใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำแค่พอเข้ากันแล้วใส่แป้งที่เหลือลงไปตีแค่พอเข้ากันแล้วรีบหยุด
 5. ใส่ไวท์ช็อกโกแลตและดาร์กช็อกโกแลตสับลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมเข้ากัน เทส่วนผสมใส่พิมพ์ ใช้พายปาดหน้าเค้กให้เรียบและโรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์
 6. นำเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20-25 นาทีหรือจนกว่าเค้กจะสุก
 
 
ภูมิหลังของขนมสีสันแจ่มใส มาการูนหรือมาการอง (Macaroon)
มาการูน หรือ มาการอง (Macaroon) อาหารหวานรูปวงกลมเชื้อชาติฝรั่งเศส ซึ่งมีชีวิตชีวาสดใส ใส่ไส้กึ่งกลาง ชวนให้น่าอร่อย กำลังเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามและก็พบเจอกันได้มากไม่น้อยเลยทีเดียวตามห้าง ร้านเบเกอรี่ หรือในโรงแรมเมืองไทยในตอนนี้
 ผู้ใดจะรู้บ้างว่าแหล่งกำเนิดที่จริงจริงของอาหารหวานทรงกลมสีสันแจ่มใสที่น่าอร่อยนี้เป็นของหวานที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิตาลี มาจากคำว่า "Maccaone หรือ Maccherone" ในภาษาอิตาลี มาการองหรือมาการูน เปิดตัวทีแรกในปี คริสต์ศักราช 1553 โดยเชฟหญิงชาวอิตาลีที่มีนามว่า Catherine de Medicis ในงานแต่งงานของคุณกับ Duc d'Orleans หรือกษัตริย์เฮนรี่ที่ 2 ของประเทศฝรั่งเศส ในอีก 21 ปีถัดมานั่นเอง
มาการองหรือมาการูน เริ่มแรกเป็นของหวานที่ทำขึ้นมากล้วยๆจากอัลมอนต์ น้ำตาลและไข่ขาวเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่แพงไม่แพงรวมทั้งมีคุณค่าทางของกิน มีการบันทึกไว้ว่าหลานสาวของ Catherine de Medicis รวมทั้งชาวฝรั่งเศสใช้กินเพื่อประทังชีวิตในยุคข้าวยากหมากแพง
จวบจนกระทั่งตอนต้นศตวรรษที่ 20 เค้าหน้าของ มาการองหรือมาการูน ก็เปลี่ยนไปเป็นขนมที่มีชีวิตชีวาจัดจ้า และก็เอามาการูนสองแผ่นมาเกาะติดกันโดยมีไส้ "chocolate panache (ช็อกโกแล็ตผสมครีม)" โดย Pierre Desfontaines หลายชายของ Louis Ernest Laduree (Laduree pastry and Salon de the,rue Royale) ร้านขนมปังมีชื่อเสียงในประเทศฝรั่งเศส
วิธีการทำมาการองโดยประมาณคือ การผสมไข่ขาว น้ำตาล และก็อัลมอนด์ล้วนๆบดละเอียดจนถึงเป็นผงเหมือนแป้ง เรียกส่วนผสมนี้ว่า เมอแรงก์ (meringue) ตักเมอแรงก์ใส่กรวยแล้วบีบลงบนถาดอบเป็นชิ้นกลมๆขนาดเล็ก และก็ต้องตากทิ้งเอาไว้ครู่หนึ่งแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นฝามาการอง (Shell) แล้วทำไส้สอดไว้ตรงกลาง
 การทำมาการองเจ้าตำรับ แตกต่างกันตั้งแต่แนวทางจัดเตรียมเมอแรงก์แบบที่นิยมทำกันในตอนนี้ กระบวนการทำมาการองแบบต้นตำรับนั้นจำเป็นต้องใช้แนวทางตระเตรียมเมอแรงก์แบบ "เฟรนช์ เมอแรงก์ (French Meringue)" คือการตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายแบบไม่ต้องต้ม ใช้มือค่อยๆตีไปเรื่อยๆซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิมที่คนฝรั่งเศสทำมาเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา ร้านค้ามาการองที่เป็นที่รู้จักในขณะนี้ของประเทศฝรั่งเศสก็ยังคงใช้วิธีดั้งเดิมนี้อยู่ แม้กระนั้นเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครทำแล้ว เพราะว่าขั้นตอนการทำยุ่งยากกว่าแนวทางต้มน้ำตาลด้วยความร้อนซึ่งจะก่อให้ผิวของมาการองแตกต่าง แล้วก็แบบดั้งเดิมจะต้องใช้เวลาตากที่อุณหภูมิห้องขั้นต่ำ 3 ชั่วโมงถึงจะนำเข้าอบได้ ในเวลาที่วิธีต้มน้ำตาล ทิ้งเอาไว้เพียงแค่ 15 นาที ก็นำเข้าเตาอบได้เลย
มาการองปัจจุบันนี้นิยมต้มน้ำตาลทรายที่อุณหภูมิ 118 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรวมกับไข่ขาวจะมีความแน่นและก็คงตัวช่วยไม่ให้ผิวหน้ามาการองแตกจากการอบ ผิวเรียบสวย แต่ไม่มีความอ่อนนุ่มพอๆกับแนวทางตีน้ำตาลทราย ไข่ขาวและก็ผงอัลมอนด์ให้ขึ้นฟูเบาๆซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญ
แนวทางการทำมาการองเจ้าตำรับแบบ เฟรนช์ เมอแรงก์ ทำให้จับตัวได้ฝามาการอง (Shell) ซึ่งผิวสัมผัสภายนอกจะกรอบบางๆกัดหน่อยเดียวจะเจอความนุ่มของเนื้อเชลล์เกือบจะละลายในปากผสมผสานกลมกลืนไปกับรสชาติของไส้
ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของมาการองอีกจุด คือ "ชายเล่ห์เหลี่ยมฝรั่งเศส (skirt)" เป็นส่วนที่เป็นรอยหยักๆบริเวณรอบๆขอบเชลล์ ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากส่วนประกอบรวมทั้งการอบที่เหมาะสม หากอบแล้วไม่มีสเกิร์ตเกิดขึ้น ตัวเชลล์จะเปลี่ยนเป็นขนมผิงที่กรอบทั้งชิ้น
|
ขมป้งบ้านครูแอน อร่อย การันตี เรียนแล้วทำเป็น ชัวร์
|
อยากทำขนมเค้กเป็น อยากทำขนมอร่อยๆ เรียนกับครูแอนเลย
|
ทำขนมเค้กกินเอง ขนมปัง เบเกอรี่ บ้านครูแอน สอนเป็นกันเอง เรียนจบต้องทำเป็นให้จงได้
}
คอร์สแต่งหน้าเค้ก ไส้ขนมปัง เปิดร้านเบเกอรี่ (สอนส่วนตัว) อร่อยเหาะ

เครดิต : http://www.annann201.com/

Tags : สอนทำขนมปัง, สอนทำเบเกอรี่,สอนทำขนมไทย